แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อบรมสามเณร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อบรมสามเณร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 5 (ความเเอาใจใส่ในการดูแลสามเณร )

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๕)



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๕)



     มีโยมที่เพิ่งมาวัดไม่กี่ครั้ง เล่าให้อาตมาฟังว่า เขารู้สึกสงสัยว่า ในขณะที่มีข่าวในทางลบกับวัดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ทำไมจึงมีสาธุชนมาวัดอย่างไม่ขาดสาย นอกจากจะไม่ลดจำนวนลงแล้ว กลับเพิ่มจำนวนขึ้นเสียอีก 

     อาตมาจึงถามกลับไปว่า “ แล้วทำไมโยมจึงมาหล่ะ ” 

     โยมนิ่ง ทำท่านึกสักครู่แล้วก็ตอบว่า “ ก็โยมไม่เห็นว่าหลวงพ่อจะผิดตรงไหน ” 

     อาตมาเลยถามกลับไปบ้างว่า “ แล้วโยมไม่ได้ดูข่าว อ่านข่าวบ้างเหรอ ที่มีคนออกมาโจมตีว่าร้ายหลวงพ่อ ”

     “ โยมเพิ่งมาวัด ไม่รู้อะไรมากหรอก โยมไม่รู้จักคนที่ว่าหลวงพ่อ แต่แม้ว่าโยมจะมาวัดไม่กี่ครั้ง แต่โยมก็เห็นและรู้จักหลวงพ่อจากผลงานที่ท่านทำไว้ให้กับพระศาสนา ”

     จากคำตอบของโยมท่านนี้ ทำให้อาตมากลับมานั่งคิด นอนคิด ทบทวนว่าจริงอย่างที่โยมว่า การที่คนเราจะรู้จักกันดีพอ ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกัน ทำให้อาตมาได้ข้อสรุปสำหรับตนเองว่า เหตุที่อาตมาและเจ้าหน้าที่ทุกคนในวัด เคารพ รัก หลวงพ่อไม่เสื่อมคลายและนับวันจะยิ่งทับทวีมากยิ่งขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ

     ๑. เรารู้จักคนที่โจมตีหลวงพ่อดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร ซึ่งประเด็นนี้คงจะไม่ขอพูดถึง เพราะเวลานึกถึงความไม่ดีของคนอื่นจะทำให้ใจเราหมอง

     ๒. เรารู้จักหลวงพ่อมากเพียงพอ เพราะอยู่กับท่านมาตลอด 

     สำหรับคนบางคนอาจถูกคนพินอบพิเทา เคารพกราบไหว้เมื่ออยู่ต่อหน้า เพราะเกรงว่าหากไม่ทำอย่างนั้นจะกระทบตำแหน่งหน้าที่การงานหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่สำหรับหลวงพ่อนั้น เรารัก เคารพท่านด้วยใจ ไม่ต้องให้ใครมาบังคับ



     ในช่วงที่อาตมาเป็นพระพี่เลี้ยงสามเณร จะได้รับความเมตตาจากคุณยายอาจารย์ และหลวงพ่อทั้งสองคอยให้คำแนะนำในการดูแลสามเณรเสมอ

     หากมีเวลาคุณยายอาจารย์ท่านจะมาที่แผนกสามเณร มาสอบถามความเป็นอยู่ และเมื่อมีญาติโยมจากต่างประเทศมากราบคุณยาย ท่านจะให้โยมพี่อารีพันธ์ โทรมานิมนต์ให้ไปรับชอคโกแลตสำหรับสามเณร บางครั้งโยมพี่ก็จะพาคุณยายมาถวายเอง วันนั้นจะเป็นวันที่สามเณรเบิกบานและดีอกดีใจที่ได้ทั้งความอิ่ม และปลื้มใจที่คุณยายมาเยี่ยม



     ความเอาใจใส่ต่อสามเณรของหลวงพ่อทั้งสองก็เช่นกัน หากไม่ได้ยินกับหูอาตมาจะไม่อยากเชื่อเลยว่า หลวงพ่อทั้งสองท่านมีความคิดเหมือนกันและพูดแทบจะเป็นคำเดียวกัน ท่านทั้งสองบอกพระพี่เลี้ยงสามเณรว่า

     “ หลวงพ่อมอบหมายให้พวกท่านดูแลสามเณรให้ดี ขอให้นึกถึงว่า สามเณรเหล่านี้ต้องจากอกของพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก หากพวกท่านไม่ให้ความเอาใจใส่ให้ดี เขาจะไปพึ่งใคร หากมีอะไรขาดตกบกพร่องขอให้บอกหลวงพ่อ

     หากมีสามเณรเจ็บป่วยต้องไปโรงพยาบาล ไม่มีรถ ก็ให้ไปเอารถหลวงพ่อ อย่าให้ชักช้าเสียเวลา ”


     ณ วันนี้ สามเณรองค์เล็ก ๆ เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว กลายมาเป็นพระภิกษุหนุ่ม เปรียญ ๙ หลายองค์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญให้กับพระพุทธศาสนา หลายองค์ก็ไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่ต่างประเทศ


           ทั้งนี้ก็เพราะความเอาใจใส่และคำแนะนำสั่งสอนของหลวงพ่อนั่นเอง



ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๒๐ ก.ค. ๕๙

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 21 (การแก้ปัญหาเรื่องโภชนาการสามเณร )

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๒๑)




หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๒๑)



     การที่พ่อแม่จะเลี้ยงลูกให้ได้ดีนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความรักอย่างเดียว แต่พ่อแม่จะต้องสามารถเป็นต้นแบบให้กับลูก และเป็นคนที่ช่างสังเกตเพื่อจะหยิบจับสิ่งรอบตัวมาสอนลูกอันเป็นที่รักของตนได้




     หลวงพ่อทั้งสอง ท่านดูแลสามเณรไม่ใช่ในฐานะของครูบาอาจารย์เท่านั้น แต่ท่านได้ทุ่มเทเอาใจใส่เสมือนสามเณรคือลูก ๆ ของท่าน ที่ยิ่งกว่านั้นหากจะว่าไปแล้ว อาตมามองว่าท่านมีความปรารถนาดีต่อสามเณรยิ่งกว่าพ่อแม่เสียอีก ทำไมจึงกล่าวอย่างนั้น ก็เพราะว่า พ่อแม่โดยทั่วไปจะรักและห่วงใยลูกเพียงในชาตินี้ พ้นจากชาตินี้แล้วก็ตัวใครตัวมัน แต่หลวงพ่อทั้งสองท่านมองไปถึงชาติหน้าและภพชาติต่อๆไปท่านจึงคอยกำชับพระพี่เลี้ยงให้คอตอกย้ำ
เป้าหมายชีวิตให้กับสามเณรอย่างสม่ำเสมอ



     สิ่งที่หลวงพ่อท่านต้องการจะให้สามเณรวัดพระธรรมกายเป็นคือ เป็นผู้มีการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นหากมีอะไรที่จะทำให้เป้าหมายนี้บรรลุผลท่านจะรีบลงมือสั่งการ แล้วมาติดตามงานทันที



     มีอยู่วันหนึ่งขณะที่หลวงพี่สุรพลและพระพี่เลี้ยงกำลังพาสามเณรพัฒนาแผนก หลวงพ่อทัตตชีโวได้เดินมาดู ท่านยืนสังเกตอยู่สักครู่ แล้วก็เรียกพระพี่เลี้ยงไปถามว่า 

“ ทำไมสามเณรของเราถึงตัวเล็กจัง ” 

     “ เด็กต่างจังหวัด มักเป็นอย่างนี้ครับหลวงพ่อ จะไม่ค่อยตัวโต ” อาตมารีบตอบ

     หลวงพ่อมองหน้าแล้วพูดเสียงเย็น ๆ ว่า “ ท่านตอบอย่างนี้ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา เพราะมันไม่ถูกจุด ”

“ ครอบครัวของท่านมีญาติพี่น้องกี่คน ” หลวงพ่อถามอาตมา

“ ตอนยังเด็กก็หลายคนครับ แต่พอโตขึ้นก็แยกย้ายกันไปครับ ” อาตมาตอบแบบงง ๆ ว่าทำไมพูดเรื่องเณรตัวเล็กอยู่ดี ๆ แต่จู่ ๆ ท่านมาถามเรื่องครอบครัว

    “ ตอนที่อยู่กันหลายคน ท่านนึกออกไหมว่าอาหารการกินของท่านเป็นอย่างไร ”
หลวงพ่อถามต่อไปอีก



     อาตมาก็ต้องนึกภาพสมัยคุณตายังมีชีวิตอยู่ ที่บ้านจะเป็นครอบครัวใหญ่มาก นั่งทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตานี่อย่างต่ำก็ ๑๐ ชีวิต เนื่องจากคุณตาอายุมาก อาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกผักลวก ผักต้ม จิ้มน้ำพริก หรือไม่ก็พวกปลาเนื้ออ่อน ไม่ค่อยมีเนื้ออะไรมาก พอบรรยายให้หลวงพ่อฟังอย่างนี้ ท่านหัวเราะเลย

     “ นั่นไง เอ็งถึงตัวเล็ก ครอบครัวที่ให้เด็กกินข้าวกับผู้ใหญ่ มีข้อดีคืออยู่กันอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ข้อเสียคือหากไม่รู้เรื่องโภชนาการ ก็จะให้เด็กกินอาหารผู้ใหญ่ ซึ่งมันไม่ถูกหลัก เด็กอยู่ในวัยเจริญเติบโตต้องการสารอาหาร แต่ไปกินอาหารผู้ใหญ่ที่ต้องการเพียงให้ย่อยง่าย แต่ไม่ได้ไปเสริมสร้างอะไรแล้ว มันจึงไม่โต เข้าใจหรือยัง ”

     ก่อนที่ท่านจะเดินไป ท่านได้สั่งการให้ประสานงานกับโรงครัวของวัดให้ดำเนินการในวันรุ่งขึ้นทันที พร้อมกับทิ้งท้ายไว้ว่า

     “ คอยดูนะหลวงพ่อจะทำให้เณรพวกนี้ ตัวโตให้ได้ ”

     วันรุ่งขึ้นก็เกิดเรื่องสนุกสนานเบิกบานที่แผนกสามเณรคือ หลวงพี่สุรพลสั่งให้สามเณรออกมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ให้มาเข้าแถว รับไข่ต้มรูปละ๒ฟอง พร้อมกับนมคนละหนึ่งเหยือก จากวันนั้นเป็นต้นมา สามเณรก็จะต้องฉัน ไข่ต้มและนมหนึ่งเหยือกทุกเช้า โดยที่แผนกได้แบ่งบุญให้สามเณรโตต้มไข่และชงนมเอง 

     เวลาผ่านไปไม่นานสามเณรกว่า ๘๐​ % สูงใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหลายรูปตอนที่มาใหม่ ๆ ตัวเล็ก ๆ แต่ทุกวันนี้ เวลาคุยกันอาตมาต้องแหงนคอสนทนาด้วย



     เพราะความเอาใจใส่ของหลวงพ่อแท้ ๆ จึงทำให้สามเณรในวันนั้น กลายมาเป็นหลวงพี่ที่สง่างามในวันนี้



     อ้อ เกือบลืมไป มีเกร็ดเล่าให้ฟังนิดหน่อยถึงอานิสงส์ของการฉันไข่ต้ม ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ แต่มีผลต่อการปฏิบัติธรรมทีเดียว กล่าวคือ มีสามเณรรูปหนึ่งท่านนั่งธรรมะแล้วนึกดวงแก้วไม่ออก นึกอะไรก็ไม่ถนัด ในที่สุดท่านก็เลยนึกไข่ต้มนี่แหละ เพราะฉันอยู่ทุกเช้า ปรากฎว่าพอนึกไข่ต้มเท่านั้นภาพเกิดอย่างชัดเจน และอาศัยไข่ต้มเป็นนิมิตเบื้องต้น ต่อมาทำให้ท่านเห็นดวงใส เห็นองค์พระภายในได้ 

     อย่าถามนะว่าองค์นี้เป็นใคร จ้างก็ไม่บอกว่าปัจจุบันท่านบวชได้หลายพรรษาแล้วและจบเปรียญ ๙ ซะด้วย







ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๙ ส.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 22 (การฝึกผู้นำ ฝึกอักษรศาสตร์ )

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๒๒)




หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๒๒)

     ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญกับดร.ชนิดา ที่ช่วยแสดงความคิดเห็นในตอนที่ ๒๑ ทำให้อาตมาเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนตอนที่ ๒๒ นี้




     หน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของพ่อแม่ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาคือ 
                                       การให้การศึกษา

     อาตมามั่นใจว่า ยากที่จะหาพ่อแม่คนไหนจะเอาใจใส่ในเรื่องการศึกษาของลูก ๆ ได้ดีเท่ากับหลวงพ่อทั้งสอง หลายแห่งเราอาจจะเห็นว่ามีการเข้มงวดในเรื่องการเรียนบาลี บางแห่งเป็นเลิศด้านการเรียนนักธรรม บางแห่งก็เน้นเรื่องการเรียนปริยัติสามัญหรืออื่นๆ ก็มีหลากหลายกันไป




     ด้วยความทุ่มเทของหลวงพ่อธัมมชโย ที่ต้องการให้ลูกเณร สืบอายุพระพุทธศาสนา จึงมี
นโยบาย ให้มีการเรียนการสอนทั้งนักธรรม บาลี พระไตรปิฎก จนกระทั่งในปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าวัดพระธรรมกายเป็นสำนักเรียนที่มีผู้สอบบาลีได้มากเป็นอันดับต้น ๆ



     นอกจากการศึกษาด้านปริยัติแล้ว หลวงพ่อยังได้เคี่ยวเข็ญให้สามเณรรักการภาวนา โดยสามเณรจะต้องนั่งสมาธิทั้งเช้า เย็น หลังจากทำวัตรและหากช่วงไหนที่ว่างเว้นจากการศึกษา หลวงพ่อจะให้ปลีกตัวไปปฏิบัติธรรม ที่ดอยสุเทพ-ปุย โดยหลวงพ่อธัมมชโย จะไปควบคุม ดูแล และให้คำแนะนำกับสามเณรด้วยตัวของท่านเอง



     เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยความเห็นการณ์ไกลว่าสามเณร จะต้องเป็นผู้สืบอายุพระศาสนา หลวงพ่อได้จัดการหาวิทยากรจากสถาบันที่มีชื่อเสียงมาฝึกอบรมการพูดให้กับสามเณรทำให้ สามเณรกล้าพูด กล้าคิด เพราะจะต้องเตรียมตัวพูดในหัวข้อที่กำหนดหรือที่ตนเองเลือก 
     ในช่วงนั้น พระพี่เลี้ยงต้องคอยให้คำแนะนำและคอยเป็นที่ปรึกษาพร้อมทั้งต้องทนฟังเรื่องที่สามเณรจะต้องออกไปพูด ที่ใช้คำว่า ทนฟัง เพราะบางครั้งเราก็มีงาน มีธุระ แต่สามเณรเกิดมีอารมณ์อยากจะซ้อมพูด ก็ต้องคอยฟัง บางครั้งเดินไปเข้าห้องน้ำ พอออกมาเณรน้อยก็ยืนรออยู่ อยากซ้อมในห้องน้ำนั่นแหละ ทำไงได้ เห็นเขากระตือรือร้นขนาดนั้น เราก็ไม่กล้าปฏิเสธ



     ยัง ยังไม่พอ หลวงพ่อทัตตชีโวท่านต้องการจะให้สามเณรฝึกเขียน จึงต้องมีการแจก สมุด ดินสอ แล้วให้บันทึกประจำวัน แรก ๆ ก็เขียนกันไม่เป็น หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำว่า 

     “ เขียนไปเถอะลูก อยากเขียนอะไรให้เขียน เอาตั้งแต่ตื่นมาเดินเข้าห้องน้ำ ไปแปรงฟัน ล้างหน้า แล้วไปสวดมนต์ ก็ว่าไป เดี๋ยวอีกหน่อยก็เก่งเอง ” 

     พอหลวงพ่อแนะอย่างนี้ ปรากฎว่าช่วงอาทิตย์แรก แทบทุกรูปข้อความจะเป็นแนวที่หลวงพ่อแนะ แต่พอผ่านไปสักค่อนเดือน เริ่มมีแววนักเขียนปรากฎ เริ่มรู้จักการบรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ และพัฒนาขึ้นเป็นการใส่ความเห็นเข้าไปในบันทึกด้วย



     เมื่อผ่านไประยะหนึ่งหลวงพ่อเห็นว่าเริ่มรู้จักการเขียนกันบ้างแล้ว ท่านก็ไม่หยุดแค่นั้น ก้าวต่อไปคือการฝึกให้สามเณรเขียนกลอน อาตมาเคยกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า ทำไมหลวงพ่อต้องให้สามเณรฝึกทั้งพูดทั้งเขียน อาตมารู้ว่ามีประโยชน์แต่นึกไม่ออกว่า หากสามเณรถามจะให้เหตุผลกับเขาอย่างไรดี 

แทนที่จะตอบคำถาม หลวงพ่อกลับถามอาตมากลับว่า

     “ ท่านคิดว่า การเป็นผู้นำต้องศึกษาวิชาอะไร ”

     “ ผมว่าต้องศึกษารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ครับ จะได้แนวทางในการปกครองและการออกกฎหมายเพื่อการปกครอง ” อาตมาตอบไปตามความรู้สึก

     หลวงพ่อถามต่อไปอีกว่า “ หากเป็นผู้นำ ต่อให้มีความรู้มากแค่ไหน แต่ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะบอกให้กับคนของตน จะมีประโยชน์ไหม ” แล้วท่านก็เมตตาอธิบายต่อไปว่า

     “ วันหนึ่งข้างหน้า ลูกเณรจะต้องไปเป็นผู้นำ จะต้องเอาธรรมะไปเผยแผ่ สิ่งที่ต้องเรียนรู้ ต้องศึกษาคือ วิชาอักษรศาสตร์ เพื่อให้สามารถไปสื่อสารกับผู้อื่นได้ หลวงพ่อให้ฝึกการพูด เพื่อจะได้พูดเป็น การพูดเป็นไม่ใช่สักแต่พูด น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง แต่พูดดี พูดเป็น พูดไม่กี่คำ คนเข้าใจได้

และการที่หลวงพ่อให้ฝึกเขียนกลอน เพื่อให้รู้จักการสรุปเป็น ลองนึกดูสิ ภายในกลอนหนึ่งบท ต้องสามารถให้จบเรื่องราวได้ ให้เณรฝึกเขียนกลอนให้ดี เอามาให้หลวงพ่อตรวจด้วย อ้อ ให้พระพี่เลี้ยงเขียนมาด้วย ” 

     จากวันนั้น นอกจากจะต้องนำสรุปบันทึกเหตุการณ์ประจำวันในแผนกสามเณรไปถวายหลวงพ่อแล้ว อาตมาต้องเอาสมุดเขียนกลอนของพระพี่เลี้ยงและสามเณรไปถวายให้หลวงพ่อตรวจด้วย อาตมาจำได้ดีถึงสีหน้าของหลวงพ่อเวลาท่านตรวจดูกลอนของสามเณร ท่านจะมีความสุขมาก อ่านไป ยิ้มไป เขียนคำแนะนำไปด้วย บางครั้งท่านก็ขำ เมื่ออ่านของพระพี่เลี้ยง ท่านบอกเขียนสู้เณรไม่ได้ พร้อมกับพยากรณ์ว่า 

     “ คอยดูนะ ต่อไปลูกเณรมันจะเขียนกลอนกันเก่ง ”

     และวันนี้สิ่งที่หลวงพ่อได้พยากรณ์ไว้ก็เป็นจริง จากสามเณรองค์น้อย ๆ กลายเป็นพระมหาที่แต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนได้ไพเราะอย่างหาตัวจับยาก บางรูปสามารถพิมพ์บทกลอนธรรมะออกมาได้หลายเล่มแล้ว

     ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานจากนักปั้นชั้นเลิศคือ หลวงพ่อทั้งสองนั่นเอง





ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๑๐ ส.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 25 (เพียงคิดไม่สึก)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๒๕) เพียงคิดไม่สึก



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๒๕)
เพียงคิดไม่สึก





     ในการไปอยู่ต่างประเทศต้องห่างไกลครูบาอาจารย์ ต้องเจอะเจอสภาพแวดล้อม สภาพสังคมที่แตกต่างออกไปหากเราไม่มีหลักในการดำเนินชีวิตที่ดีแล้วก็อาจจะมีผลถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายได้




     อาตมาเคยถูกเพื่อนพระภิกษุวัดอื่นตั้งคำถาม เนื่องจากท่านสังเกตเห็นว่า ในขณะที่มีเพื่อนๆลาสิกขากันแต่ปรากฎว่าพระวัดพระธรรมกายมีเปอร์เซนต์การลาสิกขาน้อยมากอาตมา
ก็ไม่ได้ตอบ จนกระทั่งหลวงพ่อทัตตชีโวเดินทางไปร่วมงานที่อเมริกา ก็มีพระมาถามหลวงพ่อว่า 

     “ ทำไมวัดพระธรรมกายจึงขยายงานพระพุทธศาสนาในอเมริกาไปได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่นานนัก ก็มีวัดสาขาเกิดขึ้นหลายแห่ง ”

หลวงพ่อให้คำตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า 


                “ ก็แค่ไม่คิดจะสึกเท่านั้นแหละท่าน ”






     จากคำตอบของหลวงพ่อ ทำให้อาตมากลับมานั่งนึกทบทวน สิ่งที่หลวงพ่อเคยสอน ในช่วงที่ผ่านมา

     “ พวกท่านต้องดูให้ดีนะ เคยสังเกตไหมว่า สามเณรตอนยังเด็กนั่งธรรมะกันดี แต่พอโตเป็นหนุ่ม ฮอร์โมนมันพลุ่งพล่าน ใจจะเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะฉะนั้นให้หากิจกรรมให้ทำ อย่าให้มีเวลาว่าง และอย่าให้ขาดการนั่งธรรมะ ”



     จากโอวาทของหลวงพ่อประเด็นนี้ หลวงพี่สุรพลท่านจึงสร้างกิจกรรมให้สามเณรได้ปลูกผักบ้าง พัฒนาแผนกบ้าง ทำให้เกิดผลดีที่ตามมาคือ สามเณรกลายเป็นคนที่เห็นคุณค่าของเวลา เพราะไหนจะต้องรับบุญ ไหนจะต้องเรียนหนังสือ ไหนจะต้องนั่งธรรมะ ดังนั้น ท่านจึงใช้เวลาทุกวินาทีกันอย่างคุ้มค่าแม้แต่เวลาเดินแถวไปฉันเช้าเพลก็จะมีหนังสือบาลีไวยากรณ์ติดมือท่องกันไปตลอดทาง



     สำหรับอาตมาเองจะถูกหลวงพ่อสอนบ่อย ๆ ตอกย้ำบ่อย ๆ ในเวลาที่ติดตามท่านไปกิจนิมนต์ในกรุงเทพฯ เวลาผ่านแฟลตต่าง ๆ ท่านก็จะชี้ให้ดู

   “ เอ็งดูนะ สังเกตไหม แต่ละห้องมันก็ตากผ้ากันระโยงระยาง ”

“ ครับหลวงพ่อ ห้องก็แคบ ๆ น่าอึดอัด อยู่กันไม่รู้กี่ครอบครัวนะครับ ” อาตมารีบตามทันที กลายเป็นเข้าทางหลวงพ่อเลย

     “ อือ ถ้าเอ็งสึกไป ก็ได้อย่างนี้แหละ ชีวิตทั้งชีวิตก็จะได้อยู่ในห้องแคบ ๆ แบบนี้ ”

เลยต้องรีบบอกท่านว่า “ เรื่องอะไรจะมาอยู่ยังงี้ครับ อยู่กับหลวงพ่อสบายที่สุด ที่ก็กว้างขวาง สองพันกว่าไร่ หายใจสะดวก ” หลวงพ่อก็จะยิ้มด้วยความพอใจ




     บางครั้งท่านก็จะสอนให้อาตมารู้จักคิดเปรียบเทียบโดยเอาพระโพธิสัตว์เป็นตัวอย่าง


     “ ถ้าเมื่อไรคิดจะสึก ให้ถามตัวเองดูนะว่า สึกไปแล้ว จะได้เมียสวยเหมือนพระนางพิมพาไหม หรือออกไปแล้ว จะมีเงินมีทองเป็นขุมทรัพย์สี่มุมเมือง เหมือนเจ้าชาย
สิทธัตถะไหม หากตอบว่า ไม่ได้ เอ็งจะออกไปให้โง่ทำไม พระโพธิสัตว์ท่านมีเห็น ๆ ท่านยังทิ้งออกบวชเลย ก็แสดงว่าการบวชต้องดีกว่าสิ่งเหล่านั้นสิวะ ”




      เพราะคำสอนของหลวงพ่อที่คอยตอกย้ำอยู่เสมอให้เห็นคุณของการบวช รวมทั้งการเห็นต้นแบบที่ดีเลิศคือหลวงพ่อทั้งสอง จึงทำให้ ณ วันนี้พระเณรวัดพระธรรมกาย มีจำนวนหลายพันรูป และนับวันก็จะเพิ่มจำนวนยิ่ง ๆ ขึ้นไป




ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๑๓ ส.ค. ๕๙