แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิมิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิมิต แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 14 ( ธรรมกายมีจริงใหม? )

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๑๔)



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๑๔)


“ เชื่อหรือไม่ว่าธรรมกายมีจริง ”

     คำถามนี้เป็นคำถามที่อาตมาจะถูกญาติโยมที่มาวัดใหม่ ๆ ถามเสมอ และก็เป็นคำถามดั้งเดิมที่อาตมาเคยถามตนเองเมื่อเข้าวัดใหม่ๆ ก็ต้องท้าวความสักนิดว่า อาตมาเข้าวัดได้เพียงเดือนเดียวก็บวช ช่วงนั้นก็คิดว่าจะบวชเพียงแค่พรรษาเดียว เอาบุญอุทิศให้โยมพ่อ โยมแม่



     แต่เมื่อถึงวันที่เพื่อน ๆ เขาลาสิกขากัน อาตมาเกิดความเสียดายในผ้าเหลือง ไม่อยากลาสิกขา แต่ก็ไม่รู้ว่าหากอยู่ต่อแล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร จึงอธิษฐานจิตแล้วนั่งธรรมะ หากมีประสบการณ์จะอยู่ต่อ นั่งจนกระทั่งเที่ยงคืน ทั้งมืดทั้งเมื่อย คิดว่าเราคงไม่มีบุญจะได้อยู่ต่อแล้วก็เลยเลิกนั่ง กราบพระประธานแล้วกลับเข้ากลด คิดว่าเช้าวันรุ่งขึ้นคงลาสิกขา แต่เมื่อจะจำวัด เกิดอารมณ์สบาย ปล่อยวางทุกอย่าง แล้วจู่ ๆ ก็มี ดวงสว่างเกิดที่กลางท้อง โดยที่ไม่ได้นึกอะไรเลย สว่างอยู่อย่างนั้นเกือบนาที ชุ่มเย็นไปทั้งเนื้อทั้งตัว แล้วก็เป็นไปตามสูตรคือ ดีใจเกินไปดวงเลยหาย แล้วก็กลับสู่ภาวะที่เป็นมาตลอดคือ มืดสนิท แต่นั่นคือจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้อาตมามั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว


     แม้ว่าจากวันนั้นผ่านมาอีกสองสามปี นั่งทีไรก็มืดสนิท แต่อาตมาก็ไม่เคยท้อ โดยเฉพาะแม้ตนเองจะมืด แต่ปรากฏว่าเมื่อนำคำสอนของหลวงพ่อธัมมชโยไปถ่ายทอดให้กับผู้อื่น เขากลับมีบุญไปถึงจุดที่อาตมาไม่เคยไปถึงก็มี



     ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๒ มีนักเรียนทุนแลกเปลี่ยน (AFS) ชาวนิวซีแลนด์ สนใจในพระพุทธศาสนาได้มาบรรพชาที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วผู้นำบุญที่วัดก็พามากราบหลวงพ่อ ให้ท่านได้มาปฏิบัติธรรม หลวงพ่อทัตตชีโวก็มอบหมายให้หลวงพี่สุรพล ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกสามเณรในขณะนั้นเป็นผู้ดูแล 

     หลวงพี่ท่านได้สอดส่ายสายตามองไปมองมา แล้วคงเห็นว่าในจำนวนพระพี่เลี้ยง ดูท่าอาตมาคงท่อง A-Z ได้แน่ จึงมอบหมายให้ดูแลสามเณรรูปนี้




     ใครที่อยู่ในยุคนั้น คงจะจำได้ว่าข้าง ๆ อาศรมบัณฑิต หลวงพ่อทัตตชีโวเมตตาให้ทำห้องปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นห้องไม่ใหญ่มาก จุคนน่าจะได้สัก ๕๐ และที่ห้องนี้เองที่เป็นความทรงจำที่ดียิ่งของอาตมา

     ด้วยความที่อยากให้สามเณรมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดีแม้ท่านจะมีเวลาน้อยเพียงแค่สองสัปดาห์ แต่ก็นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อธัมมชโยว่า 

     “ การเข้าถึงธรรมไม่ได้อยู่ที่เงื่อนเวลา แต่อยู่ที่การหยุดการนิ่ง หยุดเดี๋ยวนี้ก็เข้าถึงเดี๋ยวนี้...” 


     อาตมาจึงได้กราบขออนุญาตให้สามเณรมานั่งธรรมะที่ห้องปฏิบัติธรรมที่อาศรมบัณฑิตซึ่งเราเรียกกันว่า “ ดอยเตี้ย ”




     เพียงแค่วันแรกของการปฏิบัติธรรม จากผู้ที่ไม่เคยรู้เรื่องของสมาธิ รู้จักพระพุทธศาสนาเพียงผิวเผินจากการอ่านบ้าง แต่เมื่อลงมือปฏิบัติสามเณรก็ทำให้อาตมาต้องอึ้งทึ่ง กล่าวคือ เมื่ออาตมาให้ท่านนึกดวงแก้ว ท่านก็นึกไม่ได้ เอาไงดีหล่ะ นึกได้ว่า

หลวงพ่อธัมมชโยเคยบอกว่า

     “ การกำหนดนิมิตเป็นดวงแก้วหรือองค์พระ เพื่อให้ใจมีที่ยึดที่เกาะ หากนึกดวงแก้วหรือองค์พระไม่ได้ จะนึกถึงอะไรก็ได้ เช่น ธรรมชาติที่สวยงาม ผลไม้สักผล หรือบุคคลที่เราเคารพรัก...”




     อาตมาจึงถามท่านว่า ท่านเคยเล่นซอคเกอร์ไหม ท่านตอบว่า เล่น ก็เลยแนะนำให้นึกถึงลูกฟุตบอล ปรากฏว่า ท่านนึกได้ เห็นอย่างสบาย ๆ ท่านก็ดูไปเรื่อย ๆ และแล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เพียงแค่ ๕ นาที ท่านก็บอกว่า 

     “ แปลกจัง ทำไมลูกฟุตบอลกลายเป็นดวงแก้วใสไปได้ ”

     อาตมาในขณะนั้นก็ยังมืดสนิท ๑๐๐ เปอร์เซนต์ก็ได้แต่นึกถึงคำของหลวงพ่อที่สอนไว้แล้วก็แนะนำท่านไป 

     “ เมื่อมีประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรม มีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปเฉย ๆ ดูไปเรื่อย ๆ ดูไปอย่างสบาย ๆ อย่าลังเลสงสัย อย่ามีคำถาม...”

     ในระหว่างนั้น อาตมาไม่ได้ให้ท่านอ่านอะไรเลย ให้ทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการปฏิบัติ และด้วยผลแห่งการนั่งธรรมะที่ต่อเนื่อง และความตั้งใจจริงของท่าน เพียงแค่วันที่ ๓ ในช่วงเย็นท่านก็ถามอาตมาว่า 

     “ หลวงพี่ ทำไมผมเห็นตัวผมเอง หลับตา ลืมตาก็เห็น แต่ตัวโปร่ง ใส แม้จะนุ่งห่มจีวร แต่จีวรก็ใสเป็นแก้ว ”

     พอได้ยินเท่านั้น อาตมาดีใจสุด ๆ ใจแทบจะกระดอนออกมา นอกอก ที่ดีใจคือแม้ตนเองยังไม่เคยมีประสบการณ์นั้น แต่จากการที่นำคำสอนของครูบาอาจารย์มาถ่ายทอด กลับทำให้ท่านมีผลการปฏิบัติธรรมตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำสอนไว้ และเมื่อบอกให้ท่าน ประคองรักษาตัวเองภายในให้ดี ท่านก็สามารถทำได้ ยิ่งนั่งไปยิ่งสว่างเพิ่มขึ้น




     จนกระทั่งก่อนวันที่ท่านจะกลับไปประจวบคีรีขันธ์ อาตมาตั้งใจเต็มที่ว่าอยากให้ท่านมีประสบการณ์ภายในที่ละเอียดยิ่งขึ้น จึงได้ชวนท่านว่า คืนนี้เราจะนั่งกันให้นานที่สุด (ปกติจะเลิก ๒๑.๐๐ น.) นึกในใจว่า จะพานั่งถึงเช้าเลยทีเดียว พอตั้งใจจะนั่งแค่นั้นแหละ ไม่รู้ว่าความปวด ความเมื่อย มันมายังไง นั่งแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เหน็บก็ถามหาแล้ว หรี่ตามองสามเณรท่านนั่งนิ่ง กลายเป็นอาตมาที่บิดไปบิดมา กลับเท้าแล้วกลับเท้าอีก หาความสบายไม่ได้เลย 

     เราก็พากันนั่งไปจนถึงเที่ยงคืน อาตมาก็หรี่ตาดูท่าน เห็นนั่งนิ่ง หน้าตาดูผ่องใส จู่ ๆ ท่านก็ถามเบา ๆ ว่า 

     “ หลวงพี่ ทำไมมีองค์พระออกมาจากกลางท้อง แล้วก็ขยายคลุมตัวของผม ”


     อาตมาก็ต้องใช้สูตรเดิม นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อ 

     “ อย่าสงสัย อย่ามีคำถามนะ ให้ประคององค์พระ วางใจนิ่ง ๆ ไว้กลางองค์พระอย่างเดียว รักษาความสบาย รักษาอารมณ์สบายให้ต่อเนื่อง ”


     จากประสบการณ์นี้ แม้ในขณะนั้นอาตมาเองยังกอดความมืดไว้แน่น แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้อาตมาเกิดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติ  เชื่อมั่นในการมีจริง เชื่อในการเกิดขึ้นของพระธรรมกายในตัว และเกิดกำลังใจที่จะไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้


แล้วพวกเราหล่ะ เชื่อหรือไม่ว่าธรรมกายมีจริง ?



ขอขอบคุณภาพจาก dmc.tv
อาสภกันโต ภิกขุ
๒๙ ก.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 16 (สอนการรักษาใจ,องค์พระของโยมชาวมอญ )

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๑๖)



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๑๖)



     ความเดิมจากตอนที่แล้ว ได้เล่าถึงความประทับใจที่ได้ไปปลีกวิเวกที่วัดถ้ำพุหว้า ได้ค้นพบตัวเองจากที่เคยคิดว่าอยากอยู่ป่าเขา ในถ้ำ เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ไม่ง่ายอย่างที่คิด หลวงปู่หลวงตาที่ท่านผ่านการอยู่ธุดงค์มาท่านต้องเก่งจริง ๆ เคยถามพระผู้ใหญ่ท่านก็เผยว่า ความจริงแล้วที่ไปมรณภาพในป่าก็เยอะ จึงได้บทสรุปว่า หากใจหยุดใจนิ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในป่า ก็สามารถจะเข้าถึงธรรมได้ แต่ก็แน่นอนว่า หากอยู่ในป่า จะมีข้อที่ได้เปรียบคือ ความสงบ ความสงัด แต่ทั้งนี้เราก็ต้องรักษาใจตนเองให้ดี

     มาถึงเรื่องความประทับใจเรื่องที่ ๒ ที่ได้มาปฏิบัติธรรมที่วัด
ถ้ำพุหว้า



     จากโอวาทของหลวงพ่อธัมมชโยที่ว่า

     “ ธรรมกายคือกายตรัสรู้ธรรม ซึ่งมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน ไม่จำกัดว่าจะเป็น เชื้อชาติไหน หรือมีความเชื่ออย่างไร จะเป็นเพศ วัย ไหนก็ตาม เมื่อใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วน เป็นต้องเข้าถึงพระธรรมกาย ”


      ทำให้การมาที่วัดถ้ำพุหว้าครั้งนี้เป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้ตอกย้ำความเชื่อในเรื่องการเข้าถึงธรรมภายใน กล่าวคือ ที่วัดแห่งนี้มีครอบครัวชาวมอญมาอาศัยอยู่ และคอยช่วยงานตามแต่หลวงพ่อท่านจะมอบหมาย สมาชิกในครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ ซึ่งอยู่ในวัยกลางคนกับลูกสาวคนโตอายุประมาณ ๑๕ ปี คนสุดท้องอายุ ๘​ ขวบ และลูกชายคนกลาง อายุ ๑๒ ปี สำหรับลูกชายนั้นหลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านให้บรรพชาเป็นสามเณร



     ในช่วงที่อาตมาและเพื่อนสหธรรมิกอยู่ที่วัดนั้น ได้อาศัยสามเณรชาวมอญที่ท่าทางฉลาด แววตามีความกระหายใคร่รู้ ชอบสอบถามโน่นนี่นั่นตลอดเวลา และเป็นคนเดียวในครอบครัวที่พูดภาษาไทยได้ คอยให้การอุปัฏฐากดูแล

     สิ่งที่สัมผัสได้สำหรับคนในครอบครัวนี้คือ ความซื่อสัตย์ และเคารพพระ เขาระมัดระวังแม้กระทั่งไม่ให้เหยียบเงาของพระ เมื่อพระเดินผ่านจะประนมมือไหว้ตลอด




     โดยปกติแล้วเวลาทำวัตรเช้า เย็น อาตมาและพระเพื่อนก็จะสวดมนต์กันในถ้ำ ต่อมาหลวงพ่อท่านก็ให้สามเณรมาร่วมสวดมนต์ด้วย เมื่ออยู่ได้สองสามวัน จากเดิมที่ครอบครัวนี้จะคอยมองอยู่ห่าง ๆ ก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น จนเย็นวันหนึ่งพากันมายืนอยู่ปากถ้ำ ทั้งพ่อแม่และลูกสาวทั้งสอง อาตมาจึงให้สามเณรช่วยเป็นล่าม ชวนให้มาสวดมนต์ด้วย เขาดีใจมากว่าจะได้ร่วมกิจกรรม พอทราบว่ายังมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ก็บอกว่า ขอกลับบ้านก่อนแล้วจะมา พอถึงเวลาเท่านั้นหล่ะ อาตมายืนมองอยู่ปากถ้ำ มันช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจจริง ๆ ทั้งครอบครัว เดินแถวเรียงหนึ่งตามลำดับความสูง เห็นได้ชัดเจนว่า ไปอาบน้ำอาบท่ากันมา เพราะมีการเปลี่ยนชุดใหม่ และที่สำคัญที่แก้มทั้งสองข้าง มีแป้งขาว ๆ เป็นจุด ๆ



     อาตมาก็นึกว่าเขาสวดมนต์เป็น พอเริ่มสวดเท่านั้นหล่ะ เงียบ กริบ เอาไงดีหล่ะ ขณะกำลังคิดหาวิธี เขาก็บอกสามเณรลูกชายว่า เขาจะอยู่เงียบ ๆ อยากฟังพระสวด อาตมาก็เลยบอกว่า 

     “ งั้น เอางี้นะ ในขณะที่ฟังไป ให้ดูองค์พระประธานไป แล้วนึกว่าองค์พระประธานนั้น ท่านอยู่กลางท้องนะ ”

     ตอนที่บอกก็ไม่ได้คิดอะไร คือ ไม่รู้จะให้เขาทำอะไร เลยพูด ๆ ไป แต่พอสวดมนต์เสร็จ คนพ่อก็หันไปคุยกับสามเณรลูกชายเหมือนเล่าอะไรสักอย่าง อาตมาก็เลยถามว่า โยมพ่อเล่าอะไรหรือ คำตอบของสามเณรทำเอาอาตมาทั้งอาย ทั้งเงิบ เพราะสามเณรบอกว่า 

     “ พอพระอาจารย์บอกให้ดูองค์พระในท้อง พ่อก็ดูไป ตั้งแต่พระอาจารย์บอก จนสวดมนต์เสร็จพระก็ยังอยู่ในท้อง แต่แปลกที่พระในท้องสวยกว่าพระที่เห็นที่แท่น ”

     จะไม่ให้อายได้ไง ในเมื่ออาตมาสวดมนต์ด้วยความคล่องปาก ใจหลุดเป็นช่วง ๆ แต่พ่อบ้านท่านนี้ กลับเห็นองค์พระตลอด นี่ถ้าเขาถามกลับมา แล้วพระอาจารย์เป็นไงบ้าง จะเอาหน้าไปไว้ไหนหล่ะเนี่ย

     อาตมาเลยลองถาม ๆ ว่า แล้วแต่ละคนเป็นไงบ้าง อึ้งอีกแล้วสิครับท่าน ทั้งแม่และลูก ทั้งสองบอกเห็นพระอยู่ในท้องตลอด เฮ้อ ! บุญของพระอาจารย์ จะมีก็แต่ลูกสาวคนโต ที่เห็นองค์พระไม่ชัด ก็เลยให้คำแนะนำตามที่หลวงพ่อธัมมชโยสอนไว้คือ

     “ ให้เรามีความพอใจ ในสิ่งที่เรานึกได้ ในสิ่งที่เราเห็นได้ ให้ประคองใจนิ่ง ๆ อยู่กลางสิ่งที่เราเห็น โดยไม่มีคำถาม ไม่มีความสงสัย ”


     จากนั้นก็พาเขานั่งสมาธิ ๓๐ นาที น่าทึ่งมากที่ทุกคน แม้ว่าจะไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อน แต่นั่งกันได้นิ่ง ไม่มีเสียงขยับตัว นิ่งจนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย จนอาตมาต้องหรี่ตาดูว่า เขาทำท่าทางอย่างไร ปรากฏว่าทุกคนนิ่ง หน้าตาอิ่มเอิบ อมยิ้มน้อย ๆ แค่เราเห็นยังมีความสุขตามไปด้วย

     พอเลิกจากการปฏิบัติธรรม ทุกคนรวมทั้งสามเณรบอกว่า องค์พระยังอยู่ในท้อง (สงสัยจะมีมืดอยู่องค์เดียวแน่ ๆ คงไม่ต้องบอกว่าใครนะ)



     จากคืนนั้นเป็นต้นมาครอบครัวนี้ก็มาร่วมสวดมนต์ทำวัตรเช้า เย็นและนั่งสมาธิทุกวัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ ทุกเช้าจะรีบมารายงานตัวพร้อมกันว่า

“ องค์พระในท้องยังอยู่ครับ/ค่ะ ”

     เหตุการณ์เป็นเช่นนี้จนถึงวันที่อาตมาต้องเดินทางกลับวัด
พระธรรมกาย ทั้งครอบครัวมายืนส่งที่รถ แม้สื่อสารกันด้วยคำพูดไม่ได้ แต่จากสายตาที่มองมา สัมผัสได้ถึงความอาลัย และความผูกพันจากการได้ทำกิจกรรมร่วมกันหลายวัน ก่อนรถจะเคลื่อนออกอย่างช้า ๆ อาตมาเปิดกระจก สั่งสามเณรให้บอกครอบครัวว่า 

“ ให้รักษาองค์พระในท้องให้ดีนะ ”

     เวลาผ่านไป ๓ เดือน อาตมามีศาสนกิจที่กาญจนบุรี จึงถือโอกาสแวะมากราบหลวงพ่อเจ้าอาวาส ทันทีที่รถจอดและเห็นว่าเป็นอาตมา ทั้งครอบครัววิ่งมากราบ แล้วรายงานตัวว่า 

“ องค์พระในท้องยังอยู่ และสว่างมาก ๆ ”

     นี่คือผลจากการรักษาธรรมะอย่างต่อเนื่อง จากองค์พระที่เห็นกลายเป็นองค์พระที่สว่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งหมดนี้มาจากเหตุสำคัญคือ การรักษาใจ นั่นเอง







ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๓ ส.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 17 ( เป้าหมายหลวงพ่อ,การทำสมาธิของคนต่างศาสนา,ไม่ติดในนิมิต )

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๑๗)



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๑๗)



     อาตมาอ่านข่าวออนไลน์จากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ อ่านแล้วก็สงสารนักเขียนหลาย ๆ ท่าน ก็ขอเล่าตรง ๆ ว่า เมื่อตอนที่เจอบทความเหล่านี้แรก ๆ นั้น ก็ร้อน ๆ เหมือนกัน แต่พอนานวันเข้า นึกถึงวันที่อาตมาเคยกราบเรียนถามหลวงพ่อธัมมชโยว่า หลวงพ่อไม่โกรธพวกนักข่าวหรือ ที่เขียนโจมตีหลวงพ่อมาตลอด 
คำตอบของหลวงพ่อเป็นเหมือนโอสถทิพย์ที่ทำให้อาตมารักษาใจได้จนทุกวันนี้



      ขณะนั้นหลวงพ่อกำลังจะกลับเข้าที่พัก เมื่อท่านได้ยินคำถามของอาตมา ท่านค่อย ๆ หันมาแววตาของท่านเปี่ยมด้วยความเมตตา แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า 

    “ หลวงพ่อจะโกรธเขาได้อย่างไร ในเมื่อต่อไปพวกเราก็ต้องขนเขาไปให้หมด ”


     อาตมากล้ายืนยันว่า หากใครก็ตามได้เข้ามารู้จักหลวงพ่อจริง ๆ จะรู้จะเข้าใจว่าหลวงพ่อมีความคิดอย่างไร และดำเนินชีวิตอย่างไร (เว้นแต่คนใจบอดที่คอยจับผิดครูบาอาจารย์และมีอคติอยู่ในใจ)

     หลายคนมองหลวงพ่อด้วยความไม่รู้ ทำให้ตีความผิด ๆ คิดว่าหลวงพ่อสร้างวัดเพราะมีวัตถุประสงค์ในทางลบ เลยหวาดระแวงไปหมดทำให้เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่คนที่มาวัดจะเข้าใจชัดเจนว่าสิ่งที่หลวงพ่อท่านทำ ไม่ใช่เพื่อตัวท่านเอง แต่เพื่อพวกเราต่างหาก 

     นึกง่าย ๆ เดิมท่านคิดว่าจะสร้างวัดเล็ก ๆ แค่มีพระสัก ๑๐ รูป หากท่านไม่เปลี่ยนความคิด ป่านนี้อาตมาจะไปแสบอยู่ที่ไหนไม่รู้ ประเทศชาติอาจจะได้ทนายแสบ ๆ มาคนหนึ่งแทนที่จะได้พระภิกษุที่หวังจะเผยแผ่งานพระพุทธศาสนา



     ไม่ต้องไปนึกเลยว่าหลวงพ่อท่านบวชมาเพื่อเอาอะไร แค่อาตมาเอง ไม่ได้มีปณิธานยิ่งใหญ่แบบท่าน อาตมายังไม่เคยคิดเลยว่าบวชแล้วจะมาสะสมอะไร ไม่เคยสนใจลาภ ยศ ตำแหน่ง ชื่อเสียง ความคิดนี้อาตมาได้ต้นแบบจากครูของอาตมา คือ หลวงพ่อทั้งสองนั่นเอง

     สิ่งที่ลูก ๆ จะได้ยินหลวงพ่อท่านรำพึงอยู่เสมอคือ 

     “ นี่หากย้อนเวลาได้ หลวงพ่ออยากย้อนเวลาไปในช่วงที่เจอยายใหม่ ๆ ชีวิตตอนนั้นมีแต่ยายกับธรรมะ วัน ๆ นึกถึงแต่ยายกับธรรมะ เรียนหนังสือก็แค่เรียน ๆ ไป แต่ใจนึกถึงแต่ยายกับธรรมะ มันเป็นชีวิตที่มีความสุขที่สุด ” 

     สิ่งที่หลวงพ่อมุ่งหวังและเป็นปณิธานที่สำคัญอยู่ที่ปณิธานของการสร้างวัด ด้วยความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า หลวงปู่วัดปากน้ำและคุณยายอาจารย์ ท่านจึงมีความตั้งใจว่า

     “ จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ และเพศ วัย ”



     คำพูดนี้ไม่ใช่แค่คำที่สวยหรู แต่เป็นการลงสู่การปฏิบัติจริง ทุกวัดในต่างประเทศ หลวงพ่อไม่เคยสั่งให้เราไปเปลี่ยนแปลงใคร เมื่อเขามาฝึกสมาธิก็กำหนดนิมิตเป็นดวงแก้วไปเพราะเป็นของกลาง ๆ 
     ที่นิวเจอร์ซี มีชาวท้องถิ่น ชื่อ ดร. โจแอน เข้าวัดเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว มาช่วยงานแปล มาฝึกสมาธิเป็นประจำ รักเคารพหลวงพ่อมาก แต่เราก็ไม่เคยไปบอกให้เขาเปลี่ยนความเชื่อแต่อย่างใด ขอเพียงแค่เขาเป็นคนดี ทุกวันนี้เขาก็ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาเป็นประจำ



     เมื่อตอนที่อาตมาบวชได้ ๔ พรรษา ได้มีโอกาสติดตามหลวงพ่อและหมู่คณะ ไปปฏิบัติธรรมที่ดอยสุเทพ-ปุย ขอบอกว่าช่วงนั้นมีความสุขมาก เข้าใจความรู้สึกของหลวงพ่อธัมมชโยเลย เพราะนอกจากเวลาฉันและจำวัดแล้ว มีแต่การปฏิบัติธรรมทั้งวัน จะมีช่วงพักบ้างก็หลังจากนั่งธรรมะรอบบ่ายเสร็จราว ๑๖.๓๐ น. ช่วงนี้พวกเรามักจะไปเดินผ่อนคลายเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ เพราะกว่าจะเริ่มนั่งรอบเย็นก็เวลา ๑๘.๐๐ น.



     มีวันหนึ่ง อาตมากับหลวงพี่อีกสามสี่รูป ได้พากันเดินไปดูหมู่บ้านใกล้ ๆ ที่ปฏิบัติธรรม เดินไปเดินมา มองไปที่บ้านหลังหนึ่ง เห็นมีเด็กหนุ่มชาวเขาเมียงมองเราอยู่ ก็เลยเดินเข้าไปทัก คุยไปคุยมา เลยรู้ว่าเป็นลูกครึ่ง อ๊ะ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นลูกครึ่งไทย ฝรั่ง หรืออะไร คือเขาเองมีพ่อเป็นพุทธ แต่แม่เป็นคริสต์ ตัวเขาเองถือคริสต์ตามแม่ อาตมาก็เลยถามเขาว่า เคยฝึกสมาธิไหม เขาก็ตอบว่า 

“ ผมเป็นคริสต์ฝึกสมาธิได้หรือ ”

คำสอนของหลวงพ่อธัมมชโย ผุดขึ้นมาทันที

     “ การฝึกสมาธิเป็นเรื่องของการฝึกใจ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อ ยิ่งฝึกยิ่งดี ไม่ขัดกับหลักศาสนาใด ๆ ในโลก ” 

     ว่าแล้วอาตมาก็รีบคว้าโอกาสเลย แนะนำกันทั้ง ๆ ที่ยืนอยู่นั่นแหละ ให้เขานึกดวงแก้ว เอาดวงแก้วให้ดู พวกก็นึกไม่ได้ซะนี่ ก็เลยนึกถึงที่หลวงพ่อเคยสอนไว้อีกแหละ

     “ การกำหนดบริกรรมนิมิตหรือเครื่องหมาย เพื่อให้ใจมีที่ยึดที่เกาะ ดังนั้นหากนึกดวงแก้ว องค์พระไม่ได้ จะนึกอะไรก็ได้ ที่เรานึกได้ง่าย ๆ หรือที่เราชอบใจ ”

     อาตมาเลยให้เขานึกถึงสิ่งที่เขาแขวนนั้นแหละ พอบอกอย่างนี้พวกบอกนึกได้ทันทีเพราะคุ้นเคย ก็ให้เขาดูไปเรื่อย ๆ และแล้วเพียงแค่ไม่ถึง ๕ นาที

     “ หลวงพี่ .....สว่างมากเลยครับ สว่างจริง ๆ มีความสุขมาก เย็นสบายมากเลยครับ ”



     นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่า หลวงพ่อไม่เคยสอนให้ติดนิมิตอย่างที่ผู้ไม่รู้กล่าวหา นิมิตนั้นเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ในการที่นำมาใช้เพื่อให้ใจรวม ให้ใจหยุด แต่เมื่อใจหยุดแล้ว นิมิตนั้นก็ไม่ได้มีความจำเป็นอีกต่อไป อุปมาเหมือนกับเราจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อเราขึ้นเรือจากฝั่งนี้แล้ว พอถึงฝั่งตรงข้าม เราก็ไม่ได้แบกเรือไปด้วย เราก็มุ่งหน้าไปหาประสบการณ์ที่อยู่ข้างหน้าต่อไป

     อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าใครยังกล้าถามว่า " แล้วตอนนั้นหลวงพี่เห็นอะไรเจ้าคะ "รับรองมีเคือง ห้ามสงสัย คำตอบก็รู้ ๆ อยู่นี่นา







ขอขอบคุณภาพจาก google.com

อาสภกันโต ภิกขุ

๔ ส.ค. ๕๙