วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

หลวงพ่อสอนอะไร ตอนที่ 86 ( ฝึกเด็กให้คิดเป็น)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ 86)

ฝึกเด็กให้คิดเป็น


        หลายวันมานี้อาตมาเฝ้าติดตามเหตุการณ์หลายเรื่อง แม้จะมีเรื่องราวที่แตกต่างกันบ้าง เพราะบางเรื่องก็เกี่ยวข้องกับการเมือง บางเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ บางเรื่องเกี่ยวกับศาสนา แต่ในที่สุดก็ไปสรุปที่เรื่องของ “ความคิดเป็น”

        กล่าวคือ หากคิดเป็นก็นำไปสู่ความดี ความถูกต้อง แต่หากคิดไม่เป็น ก็นำไปสู่ปัญหา



        ทำให้อาตมานึกถึงเมื่อครั้งที่หลวงพ่อทัตตชีโว ได้เดินทางไปที่อเมริกา ท่านเคยให้โอวาทไว้ เกี่ยวกับเรื่องการฝึกให้คิดเป็นว่า

        “คนเราจะคิดดี คิดชั่วนั้น ไม่ใช่มาฝึกเอาตอนโต ต้องฝึกตั้งแต่แรกเกิด ต้องให้เด็กคุ้นกับการทำสิ่งดี ๆ จนเขารักในสิ่งนั้น ต่อไปในภายหน้าก็จะรักในสิ่งนั้น สิ่งที่ตรงกันข้ามก็จะไม่เอา”

        อาตมาได้กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ แล้วเราจะมีบทฝึกอย่างไรสำหรับเด็กแรกเกิด ในเมื่อยังพูด ยังฟังอะไรก็ไม่ได้”

        หลวงพ่อได้เมตตาอธิบายว่า “การสอนไม่จำต้องพูดได้ มีคนไปถามหลวงพ่อชาว่าสอนพระฝรั่งได้อย่างไร ในเมื่อพูดภาษาไม่ได้ หลวงพ่อชาตอบ โดยยกตัวอย่างเรื่องการสอนหมาว่าเราไม่จำเป็นต้องพูดภาษาหมาได้ เราก็ยังสอนหมาได้”


        แล้วเราจะสอนเด็กในเรื่องอะไรครับ ที่จะทำให้เขาโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่คิดเป็นได้

        “อย่างที่หลวงพ่อบอกไงว่า ต้องให้เด็กคุ้นกับความคิดดี ๆ เพราะฉะนั้น ต้องฝึกทันทีใน ๕ เรื่องคือ

        ๑.ให้คุ้นความสะอาดเข้าไว้ อย่าปล่อยให้นอนแช่ผ้าอ้อมเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ

        ๒ ฝึกความเป็นระเบียบ จะไม่หงุดหงิด เด็กคลอดใหม่ๆ ผ้าอ้อมปูไม่ดี เจ็บตัว จะด่าเอา 

        ๓ ความตรงต่อเวลา ถึงเวลากินต้องทันที กิน นอน ตื่น แต่ถ้าร้องต้องถึงทันที ไม่ถึงแสดงผิดเวลา เช่น หนามทิ่มเท้า ต้องทันที ไม่ใช่มาบอกยังไม่ถึงเวลา

        ๔ ความนุ่มนวล ความสุภาพต้องได้ ผัวเมียโกรธกัน กระแทกโครมๆ ต่อไป ลูกมีอะไรต่อไปก็กระแทกโครม ๆ เพราะมันมีแบบ

        ๕ สมาธิให้ฝึกเข้าไป ตั้งแต่ยังเด็ก จะนาที สองนาที ก่อนนอน ก็ให้มันทำเข้าไป ใจมันจะได้ใส


        เมื่อเด็กคุ้นสิ่งเหล่านี้แล้วมันจะรักดี จะคิดเป็น เพราะฉะนั้น จะฝึกอะไรจะต้องอยู่บนฐาน ๕ เรื่อง ถ้าหลุดจากนี้จะไม่ได้ดี เพราะว่าฝึกอารมณ์เสียแล้ว เมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็จะกลายเป็นคนที่คิดอะไรไม่เป็น จะเอาอารมณ์นำหน้า แก้ปัญหาก็ไม่เป็น เพราะใจไม่ใสพอที่จะมองปัญหาออก”


        ก็ขอฝากคำสอนของหลวงพ่อเรื่องนี้ไว้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้มีหน้าที่ที่ต้องดูแลเด็ก ไว้เป็นแนวทางในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ต่อไปภายหน้าเราจะได้มีสังคมที่ได้มาตรฐานต่อไป






ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๓๑ ธ.ค. ๕๙

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

หลวงพ่อสอนอะไร ตอนที่ 85 (ยอดผู้นำยามวิกฤติ)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ 85 )


ยอดผู้นำยามวิกฤติ



มีผู้กล่าวไว้ว่า จะรู้ว่าใครเป็นยอดผู้นำ ต้องดูยามเกิดวิกฤติ 

        คำกล่าวนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะหากเกิดวิกฤติแล้วผู้นำไม่นิ่ง มีความกังวล หน้านิ่วคิ้วขมวด ก็คงจะมีผลทำให้ทีมงานหรือผู้ร่วมงานขาดความเชื่อมั่นจนทำให้องค์กรล้มเหลวได้


         ในยามวัดประสบปัญหาสารพัดที่รุมเร้าเข้ามา สิ่งที่อาตมาได้พบเห็นจากหลวงพ่อทัตตชีโว คือ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อมีเรื่องราวใด ๆ เกิดขึ้น หน้าของท่านไม่เคยเปลี่ยนสี อาตมาได้สอบถามท่านว่า 

        “ หลวงพ่อครับ ทำไมหลวงพ่อจึงรักษาอารมณ์ ยิ้มแย้มเบิกบานอยู่ตลอดเวลาทั้งที่มีปัญหาต่าง ๆ มากมายเข้ามารุมเร้า ”

        “ ลูกเอ้ย หลวงพ่อจะเดือดร้อนไปทำไม พอมันเข้าใจเรื่องกรรมและกฎแห่งกรรมซะแล้ว ใจมันเลยไม่กระเพื่อม ไอ้ที่เราเจออยู่นี่ มันก็กรรมเก่าที่เราเคยทำมา เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่ถือสาหาความ ให้มันจบตรงนี้ ไม่สร้างกรรมเพิ่ม อโหสิกรรมกันไป ”

        “ หลวงพ่อครับ แล้วจะมีวิธีรักษาใจอย่างไรครับ เพราะหลายครั้งก็อดจะมีอารมณ์ไม่ได้เหมือนกันครับ ”

        “ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้ทำสองเรื่องนะ ประการแรกเลย เชื่อโอวาทของหลวงพ่อธัมมะที่ท่านเคยให้ไว้ อย่าเครียด อย่ากังวล หากเครียดหรือกังวลให้ไปสวดมนต์ อีกประการหนึ่งคือ สั่งสมบุญให้มากยิ่งขึ้น เพราะต้องทำความเข้าใจว่า การที่เราประสบปัญหาอะไรก็ตามมันฟ้องว่า กำลังบุญในตัวของเรามันหย่อน ก็ให้ทำทาน รักษาศีล ทำภาวนาเข้าไป เอาบุญไปช่วยนะลูกนะ”


         อาตมาฟังแล้วก็ปลื้มใจ ดีใจที่ได้พบครูดี เห็นชัด ๆ เลยว่า การได้ผู้นำที่ดี พบคำสอนที่ดี คำแนะนำที่ดี ย่อมส่งผลให้หนทางในการสร้างบารมีของเรามีแต่บุญล้วน ๆ




ขอขอบคุณภาพจาก dmc.tv
อาสภกันโต ภิกขุ
๒๒ ธ.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอนที่ 84 (รอดได้เพราะครูดี)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ 84)

รอดได้เพราะครูดี


       วันก่อนได้เล่าให้พวกเราฟังถึงสาเหตุที่อยู่ได้จนถึง ๓๐ พรรษาไปแล้ว พอมานึกถึงในรายละเอียดก็พบเกร็ดว่า มีประเด็นสำคัญอีกเรื่องที่หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านเคยให้ข้อคิดและได้ทำหน้าที่ของครูไว้ 

        กล่าวคือ ในสิงคาลกสูตรนั้น ได้กล่าวถึงหน้าที่ของครูไว้ ๕  ประการ คือ

        ๑. แนะนำ สอนให้เป็นคนดี

        ๒. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

        ๓. สอนโดยไม่ปิดบังอำพราง

        ๔. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง

        ๕. ทำการป้องกันในทิศทั้งหลาย




        ในประเด็นของการป้องกันในทิศทั้งหลายนั้น หลวงพ่อทั้งสองได้จัดการอย่างดีเยี่ยมโดย การแบ่งเขตของวัดอย่างชัดเจน คือ 

        เขตพุทธาวาส เป็นส่วนของอุโบสถ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระประธาน ใครมากราบมาไหว้ได้ตลอดเวลา

        เขตธรรมาวาส เป็นส่วนที่ใช้ในการแสดงธรรม บรรยายธรรม เทศน์สอน อบรม

        เขตสังฆาวาส ในส่วนนี้เป็นของพระสงฆ์โดยเฉพาะ ห้ามฆราวาสเข้าไป




        เมื่อบวชใหม่ ๆ อาตมาเกิดความสงสัยจึงได้กราบเรียนถามหลวงพ่อทัตตชีโวว่า

        “หลวงพ่อครับ ในเขตสังฆาวาสนี้ การที่ห้ามผู้หญิงเข้าไป ผมพอจะเข้าใจว่ามันไม่งาม ไม่เหมาะไม่ควร แต่ทำไมจึงห้ามแม้กระทั่งฝ่ายชายหรืออุบาสกครับ”

หลวงพ่อท่านได้เมตตาให้คำอธิบายว่า

        “ลูกเอ้ย นี่เป็นจุดที่หลาย ๆ วัดเขาพลาดกัน คือ ระวังแต่มาตุคามหรือฝ่ายหญิง แต่ไม่ได้ระวังฝ่ายชาย คือ เป็นการมองด้านเดียวคือ ห่วงเรื่องชู้สาว แต่จริง ๆ แล้ว มันมีเรื่องที่ต้องระวังมากกว่านั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่รับเพื่อนไปคุยในกุฏิ คิดว่าจะคุยเรื่องอะไรกัน ก็คุยเรื่องสมัยเรียนบ้าง สมัยเคยไปเที่ยวด้วยกันบ้าง พูดเรื่องเพื่อนคนนั้นคนนี้ ในที่สุดใจก็หลุดไปคิดเรื่องนอกวัด

        หรือแม้ที่สุดเมื่อเพื่อนกลับไปแล้ว ยังอดเก็บมาคิดต่อไม่ได้ แหม เสื้อ กางเกงที่เพื่อนมันใส่มา ไม่เห็นจะเข้าท่า นี่ถ้าเป็นเรานะ หล่อกว่ามันเยอะ เพราะฉะนั้นจึงห้ามรับโยมในเขตสังฆาวาส ชัดไหม”


        แม้ที่สุดเมื่อเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่ต่างประเทศ หลวงพ่อท่านก็เป็นห่วงลูก ๆ ท่านเคยบอกว่า

        "หลวงพ่อเป็นห่วงพวกเรานะ ไม่อยากให้ไปไกลหูไกลตา เพราะยังฝึกตัวกันอยู่ แต่ทำไงได้ ภารกิจของหมู่คณะเราคือ การเอาวิชชาธรรมกายไปให้ทั่วโลก ตามที่หลวงปู่ท่านได้ตั้งใจไว้ ก็ขอให้รักษาเนื้อรักษาตัวกันให้ดี"



        ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อหลวงพ่อเดินทางมาเยี่ยมเยียนพวกเราที่วัดพุทธเมวูดย์ ท่านก็เรียกให้พระทุกรูป มานั่งเก้าอี้ต่อหน้าสาธุชนในโบสถ์ แล้วหลวงพ่อก็มอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ป้า ๆ ทั้งหลายว่า

        “ป้า พระของหลวงพ่อยังหนุ่มกันอยู่ ก็ขอฝากให้ป้า ๆ ช่วยกันดูแล ประคับประคองท่านด้วยก็แล้วกันนะ เป็นหูเป็นตาแทนหลวงพ่อด้วย”

        ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา โยมป้าทั้งหลายจึงถือเป็นการได้รับอาญาสิทธิ์จากหลวงพ่อ คอยดูแล สอดส่อง เวลามีโยมวัยรุ่นหรือโยมผู้หญิงมาที่วัด ป้า ๆ จะคอยเมียงมอง บางครั้งถึงกับมานั่งฟังว่า สนทนาอะไรกันเลยทีเดียว

        นึกถึงเรื่องเก่า ๆ แล้วก็ปลื้มใจว่า เรามีครูบาอาจารย์ที่เลิศ ที่ทำหน้าที่ทุกอย่างตามสิงคาลกสูตรไม่มีขาดตกบกพร่อง จึงทำให้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้







ขอขอบคุณgoogle.com

อาสภกันโต ภิกขุ

๒๙ พ.ย. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอนที่83 (อานุภาพความดีสากล)

หลวงพ่อสอนอะไร

อานุภาพความดีสากล


        ในการไปร่วมงานที่ต่างประเทศในครั้งนี้ อาตมาปลื้มใจที่เห็นหลาย ๆ วัด ได้มีการนำเอาคำสอนของหลวงพ่อทัตตชีโวไปใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการฝึกบุคลากรในเรื่องความดีสากลหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า UG5



สาเหตุที่ปลื้มใจเพราะ

        ๑. เป็นการปรับมาตรฐานของตัวเราให้เป็นที่ยอมรับของชาวท้องถิ่น ซึ่งประเด็นนี้หลวงพ่อ เคยให้โอวาทไว้ตั้งแต่ครั้งที่อาตมาและหมู่คณะเดินทางไปเผยแผ่ที่ต่างประเทศครั้งแรก 

        “โดยธรรมชาติคนทางตะวันตกก็ไม่ค่อยยอมรับคนทางตะวันออกเท่าไรนัก ดังนั้นการที่เราจะเอาความรู้เรื่องสมาธิไปให้เขา ก่อนอื่นจะต้องให้เขายอมรับเราก่อน ก็เป็นเรื่องที่พวกท่านจะต้องไปสร้างมาตรฐานให้เหนือกว่าหรือเท่ากับเขาให้ได้”
        ในระยะเวลานับสิบปี อาตมาก็มองไม่ออกว่าจะทำอย่างไรจึงจะสร้างมาตรฐานตรงนี้ได้ จนกระทั่งหลวงพ่อทัตตชีโวได้ให้หลักความดีสากลนี้จึงเห็นทางสว่างในการปรับปรุงตนเองและหมู่คณะ



        ๒. เป็นการสร้างจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของวัด

หลวงพ่อทัตตชีโว ได้สอนไว้ว่า 

        “เมื่อสาธุชนมาวัด ต้องให้สืบสานวัฒนธรรมคุณยายอาจารย์ แบ่งบุญให้รับผิดชอบกัน เอาเท่าที่เขาจะทำได้ ให้กวาดถู ล้างห้องน้ำกันไป แล้วเขาจะเกิดจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของวัด”



        ๓. เป็นการทำให้ครูบาอาจารย์ชื่นใจ 

        ทุกครั้งที่อาตมานำเรื่องราวเกี่ยวกับความดีสากลมาเล่าถวายหลวงพ่อทัตตชีโว จะเห็นแววตาที่เป็นประกายของท่าน ไม่ใช่ว่าท่านปลื้มใจที่เอาคำสอนท่านไปทำ แต่ท่านปลื้มใจว่า ท่านได้นำเอาคำสอนของคุณยายอาจารย์มาขยายผล จนเกิดการพัฒนาในหมู่คณะ



        ๔. เป็นการสร้างนิสัยที่ดีให้ติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ

        “ลูกเอ้ย UG 5 นี่ ฝึกกันเข้าไปนะ อย่าดูเบา ไม่ใช่พอดีพอร้าย แต่จะเป็นการสร้างนิสัยที่ดีให้กับตัวเราและไม่ใช่เพียงแค่ในชาตินี้เท่านั้น แต่จะได้นิสัยดี ๆ ติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติเลยทีเดียว”




        ๕. เป็นการฝึกการทำงานเป็นทีมให้หมู่คณะ

        “การที่เราฝึก UG 5 ให้กับสาธุชน เป็นการฝึกนิสัยที่ดีให้กับเขา จะเกิดการพัฒนาตนเอง จากคนที่หยาบ จะละเอียดขึ้น จากคนที่ละเอียดอยู่แล้ว ก็จะละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป และที่สำคัญเป็นการปรับให้ความหยาบ ละเอียดของแต่ละคนใกล้เคียงกัน จะทำให้เขาสามารถทำงานเป็นทีมได้”



        เพราะความดีสากลมีความสำคัญอย่างนี้ จึงขอฝากผู้อ่านทุกท่านให้ตั้งใจนำคำสอนของหลวงพ่อไปประพฤติปฏิบัติให้ดี เพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติสืบไป








ขอขอบคุณภาพจาก วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย วัดพระธรรมกายนิวเจอร์ซี วัดพระธรรมกายมินเนโซตา

อาสภกันโต ภิกขุ

๒๗ พ.ย. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไรตอนที่ 82 (อยู่ได้เพราะครูดี)

หลวงพ่อสอนอะไร


อยู่ได้เพราะครูดี


        อาตมาเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศเพื่อไปร่วมงานทอดกฐินสามัคคีในหลาย ๆ วัด นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นชาวเอเชียและชาวต่างชาติมาพร้อมหน้าพร้อมตากันสร้างความดีโดยการทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา โดยไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีความแตกต่างแต่อย่างใด


    นอกจากจะไปร่วมงานทอดกฐินสามัคคีแล้ว หลายแห่งก็ได้จัดพิธีมุทิตาสักการะพระมหาเถระ พระเถระ เพื่อเป็นการให้กำลังใจและอนุโมทนากัน


        อาตมาเอง ปีนี้ก็ต้องมาทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง เพราะครบ ๓๐ พรรษาแล้ว ทั้งถูกญาติโยม และพระน้อง ๆ สอบถามว่า ทำไมจึงอดทนอยู่มาได้จนถึงวันนี้

        เจอคำถามนี้เข้า อาตมาได้แต่อมยิ้มแล้วตอบว่า ไม่เคยรู้สึกว่าต้องอดทนเลย เพราะที่ผ่านมาอยู่ด้วยความสุข จนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน


        สิ่งสำคัญที่ทำให้อยู่อย่างมีความสุขในวันนี้ ชัดเจนว่า คือ อาตมาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี หรือที่เรียกว่าสัปปายะ ซึ่งประกอบด้วย อาวาส อาหาร บุคคลและธรรมะ

        โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องบุคคลนั้น ต้องยกความดีทั้งหมดให้กับยอดครูของอาตมา คือ หลวงพ่อทั้งสอง


        “ ทรงผมของพระภิกษุ คือ ทรงผมสุดท้ายสำหรับผู้มีบุญ ทรงอื่น ๆ ต้องตกแต่ง ต้องดูแล รักษา ต้องคอยเปลี่ยนทรงอยู่เสมอ เพราะมันยังไม่เสร็จ แต่สำหรับพระแล้ว นั่นคือ ทรงที่ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว อีกทั้งจีวร ก็เป็นผ้าชุดสุดท้าย ของผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ เมื่อชายใดได้นุ่งห่มผ้าสีนี้ จะสลัดทุกข์จากทางโลก มุ่งสู่หนทางแห่งพระนิพพาน ”

        นั่นคือ โอวาทที่หลวงพ่อธัมมชโย เคยให้กับธรรมทายาทไว้ และอาตมาก็ใช้เป็นข้อเตือนใจตนเองอยู่เสมอ


        ส่วนหลวงพ่อทัตตชีโว จะคอยพร่ำสอนให้ปลูกฝังคุณธรรมให้กับตนเอง 

        “ ขอให้ทำความเข้าใจว่า คุณธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความเคารพ ความมีวินัย หรือความอดทนก็ตาม มันมีขีดจำกัดของมันอยู่ คุณธรรมทั้งสามนั้น มีโอกาสที่จะเสื่อมได้ แต่หากมีคุณธรรมที่สำคัญคือ ความกตัญญู มารองรับแล้ว จะทำให้คุณธรรมทั้งสามนั้น อยู่ได้อย่างมั่นคง เพราะฉะนั้น ให้ปลูกฝังความกตัญญูให้เข้าไปอยู่ในใจของเราตลอดเวลานะลูกนะ ”





       ด้วยคำสอนอันทรงคุณค่าของหลวงพ่อทั้งสองเช่นนี้ จึงทำให้อาตมาสร้างบารมีได้อย่างมีความสุข และมั่นใจว่าเส้นทางนี้คือ เส้นทางที่ดีที่สุด ไม่มีเส้นทางไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว







ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๒๕ พ.ย. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอนที่ 81 ( ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร)


หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๘๑)

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
     ในช่วงที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน หมู่คณะของเราได้ร่วมกันสร้างบุญใหญ่ โดยการสวดมนต์บทสำคัญคือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งกล่าวได้ว่าจะหาใครที่ตั้งใจทำกันต่อเนื่องขนาดนี้หาไม่ได้ง่ายเลย นับเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง


     อาตมาได้เห็นความตั้งใจจริงของหมู่คณะจึงได้กราบเรียนถามหลวงพ่อทัตตชีโวว่า


     “ หลวงพ่อครับ ผมก็ทราบว่าบทธัมมจัก ฯนี้ เป็นบทสำคัญ เป็นปฐมเทศนา แต่ที่ไม่ทราบคือ ทำไมหลวงพ่อธัมมะจึงได้เชิญชวนให้พวกเรามาพร้อมใจกันสวดมนต์ขนาดนี้ ”

     “ ลูกเอ้ย ตั้งแต่รู้จักกันมา หลวงพ่อเองก็ไม่เคยเห็นหลวงพ่อท่านเอาใจใส่ และมาดูเรื่องการสวดธัมมจักฯ แถมมีกำหนดจำนวนเป็นระยะ ๆ แบบนี้มาก่อน เช่นกันตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นท่านจะทำอะไรไม่มีเหตุ มีผล เพียงแต่เราจะตามท่านทันหรือไม่ หลวงพ่อเอง ขอให้ท่านสั่งมา ในฐานะศิษย์คนโตจึงต้องรีบทำก่อนใครเขา ”
     “ มิน่าหล่ะครับ หากหลวงพ่อไม่ติดอะไร ผมจึงเห็นหลวงพ่อไปสวดธัมมจัก ฯ ที่พระมหาธรรมกายเจดีย์เป็นประจำ หลวงพ่อครับ แล้วการที่เราสวดธัมมจัก ฯ กันขนาดนี้ จะมีผลดีอย่างไรบ้างครับ ”

     “ พระพุทธศาสนาของเราก็มีคัมภีร์แม่บทคือบทพระธัมมจัก ฯ นี้เอง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องเคี่ยวเข็ญให้สมาชิกของเรา ทั้งสวดทั้งท่องให้ได้ว่าแม่บทนั้นเป็นยังไง ต้องจำให้ได้ขึ้นใจ แค่นั้นยังไม่พอ ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองให้ปฏิบัติตามนั้นให้ได้ ตัวเองจึงจะเจริญรุ่งเรืองไปตามเส้นทางที่ถูกที่ควร

     และเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของชาวโลกต่อไปข้างหน้า ก็มีความจำเป็นจะต้องช่วยกันเผยแพร่หรือเคี่ยวเข็ญให้ตั้งแต่ผู้อื่น ลูกหลานของตัวเอง เพื่อนบ้านของตัวเอง ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี ให้ช่วยกันทั้งสวดทั้งท่องคำสอนนั้นๆ ให้ขึ้นใจและก็นำไปปฏิบัติให้ได้เช่นเดียวกับเราด้วย ถ้าทำอย่างนี้นะทั้งพระพุทธศาสนาหรือว่าประเทศชาติ ก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองสืบไปไม่มีตกต่ำ ”


     “ หลวงพ่อครับ แล้วการที่เราสวดกันนี่ จะสวดบ่อยแค่ไหนจึงจะดีครับ ” 

     “ ลูกเอ้ย วันนี้พวกเราก็รู้แล้วว่า เออ...บุญน่ะเป็นที่พึ่งของตัวเรา มนุษย์เราต้องอาศัยบุญเป็นหลัก เพราะฉะนั้นตั้งใจสร้างบุญของเราไปตามเส้นทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในบทธัมมจัก ฯ นั่นแหละ เพราะฉะนั้นนะบทธัมมจัก ฯ นี้ นับแต่นี้ต่อไปให้กลายเป็นว่าเป็นบทประจำตัวของตัวเอง เพราะว่านั่นคือแม่บทเส้นทางในการสร้างความดีเพื่อไปให้ถึงที่สุดของทุกข์ทั้งหลาย

      เป็นเส้นทางสำหรับปราบสิ่งไม่ดี ไม่งามที่มีในโลกนี้ให้มันหมดไป โดยที่ไม่ก่อบาปก่อเวรกับใคร คนชั่วทั้งหลายก็พ้นไป ด้วยอำนาจของพระธัมมจัก ฯ นี้ เมื่อไหร่เขาตั้งใจปฏิบัติตามเขาก็เลิกเป็นคนชั่ว ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามยังเกเรอยู่ เดี๋ยวบาปที่เขาก่อเอาไว้ก็จะลงโทษเขาเอง โดยที่เราก็ไม่ต้องไปทำอะไรเขา ไม่ต้องไปล้างไปผลาญเขา แต่ว่าใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว


     เราตั้งใจเคี่ยวเข็ญตัวเราให้ทำดีตามเส้นทางที่ปรากฏอย่างชัดเจนในพระธัมมจัก ฯ นั้น แล้วก็ชักชวนเผยแพร่ให้ทุกคนทำตาม อย่างนี้ชาตินี้ของเราจะไม่ต้องเดือดร้อน ชาติหน้าก็ไม่เดือดร้อน ชาตินี้มีแต่เป็นสุข ละโลกไปแล้วก็ยิ่งเป็นสุขอีกต่อหนึ่งด้วย 

     ถึงคราวจะต้องกลับมาสร้างบุญสร้างบารมีในโลกนี้อีก ก็มาอย่างคนที่มีทุน เพราะได้สวด ได้ฝึก ได้ซ้อม ปฏิบัติแม่บทของความดีที่สมบูรณ์ที่สุดที่มีอยู่ในโลกนี้แล้วคือพระธัมมจัก ฯ ตั้งแต่ชาตินี้ กลับมาอีกทีสิ่งเหล่านี้มันได้อยู่ในเลือด ในเนื้อ ในร่างกาย ในจิตใจของเราแล้ว ก็มีแต่ว่าชีวิตมีแต่จะรุ่งเรืองชาติแล้วชาติเล่า ๆ จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมกัน ”


     ณ วันนี้ภาพของสาธุชนที่มาพร้อมใจกันสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ล้วนแล้วแต่เป็นภาพแห่งความงดงาม เป็นภาพแห่งความปลื้มปีติ เป็นภาพที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา

     วันนี้ เราได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นหรือยัง ?



ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๕ พ.ย. ๕๙