วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 75 (ทำให้ดีที่สุด)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๕) ทำให้ดีที่สุด




หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๕)

ทำให้ดีที่สุด


     ในโลกนี้มีนักพูดอยู่มากมาย หลายคนสามารถพูดโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟังได้ดี จนทำให้เกิดความคล้อยตามสิ่งที่เขาพูดได้ แต่จะหาคนที่พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ทำอย่างไรพูดอย่างนั้นยากยิ่งนัก จึงทำให้เกิดปัญหาในสังคมอย่างต่อเนื่อง



     นับเป็นบุญของพวกเราที่ได้มาพบหลวงพ่อทั้งสองที่คำพูดและการกระทำของท่าน ล้วนเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างให้กับเราได้ ทำให้เราเกิดกำลังใจที่จะสร้างบารมี เพราะเห็นว่าในยุคปัจจุบัน ผู้ที่ตั้งใจทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันยังมีอยู่


     ในช่วงที่อาตมาไปฝึกงานที่อาศรมบัญฑิต หลวงพ่อทัตตชีโวได้สอนงานใน ๒ ลักษณะ คือ 

     ๑. สอนโดยการทำตัวอย่างให้ดู

     ๒. สอนโดยผ่านการเทศน์ การสอน การอบรม

     ในการสอนโดยการทำตัวอย่างให้ดูนั้น สิ่งที่อาตมาเห็นเป็นประจำ เป็นกิจวัตรของท่านคือ การแบ่งเวลาให้กับเรื่องที่สำคัญ ๒ เรื่อง คือ

     ก. นั่งธรรมะ เพื่อกลั่นตนเอง เป็นการทำประโยชน์ตน หากไม่มีกิจนิมนต์หรือเรื่องเร่งด่วน หลังฉันเช้า หลวงพ่อจะนั่งธรรมะไปจนถึงเพล


     ข. ค้นคว้าธรรมะ เพื่อเอามาสอนผู้อื่น เป็นการทำประโยชน์ท่าน ในช่วงบ่าย หลวงพ่อจะอยู่กับตำรา กับเอกสารต่าง ๆ บางครั้งจะเห็นท่านอยู่กับกระดาษแผ่นเดียวทั้งวัน แก้ไปแก้มา เมื่ออดสงสัยไม่ได้ อาตมาก็จะเข้าไปถามว่า

     “ หลวงพ่อครับ ผมเห็นหลวงพ่อพิจารณาเอกสารแผ่นนี้นานแล้ว มีอะไรหรือปล่าวครับ ”

     “ มันก็ไม่มีอะไรมาก ก็เป็นเรื่องที่หลวงพ่อเคยเทศน์แล้ว แต่อยากจะหาคำจำกัดความให้มันดีที่สุด ก็เลยต้องแก้ไปแก้มา วัน ๆ หลวงพ่อก็อยู่กับกระดาษไม่กี่แผ่นนี่แหละ ”

     “ ทำไมหลวงพ่อต้องให้เวลากับการแก้เอกสารนี้มากครับ ที่หลวงพ่อเทศน์ไป ก็ดีแล้วนี่ครับ ”

     “ มันก็แค่ใช้ได้ แต่หลวงพ่ออยากให้มันดีที่สุด อยากได้คำที่คนฟังแล้ว เข้าใจชัดเจน โดยไม่ต้องมีความลังเลสงสัยหรือเข้าใจไปเป็นอย่างอื่นได้ ”

     ทำให้อาตมาได้ข้อคิดว่า นี่คือการที่ท่านนำหลักอิทธิบาท ๔ มาใช้ในทุกเรื่องแม้แต่การเทศน์สอน ท่านจึงต้องมีการแก้ไข ปรับปรุง อยู่ตลอดเวลา


     อาตมาเคยกราบเรียนถามท่านว่า 

     “ หลวงพ่อครับ หลวงพ่อก็เทศน์ไว้เยอะ ทั้งเทศน์ในวัด นอกวัด ทำไมหลวงพ่อไม่พิมพ์หนังสือออกมามาก ๆ ผมเห็นครูบาอาจารย์ท่านอื่น พอเทศน์เสร็จ ก็มีพิมพ์เป็นเอกสารออกมาเลย ”

     “ ลูกเอ้ย มันมีเรื่องที่สำคัญอยู่สองประเด็น ที่หลวงพ่อเทศน์ ๆ ไป บางเรื่องมันยังไม่ตกผลึก เลยทำเป็นหนังสือยังไม่ได้ อีกประการหนึ่งคือ หากพิมพ์ออกมาแล้ว มันเป็นตัวอักษร แก้ไขยาก เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นหนังสือแต่ละเล่ม มันต้องแก้แล้วแก้อีก ปรับคำ ดูคำให้มันเหมาะสม ให้เหมาะกับทุกคนด้วย ”



      เพราะการที่หลวงพ่อท่านพิถีพิถันอย่างนี้ เมื่อคำสอนใดที่ได้ตีพิมพ์เป็นเล่มจึงล้วนแล้วแต่เป็นหนังสืออันทรงคุณค่า เหมาะกับการอ่านทบทวนหลาย ๆ รอบ และทำความเข้าใจให้ถี่ถ้วน เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ดีที่สุด





ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๑๑ ต.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 74 การประคับประคองคน (ตอนที่ ๒)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๔) การประคับประคองคน (ตอนที่ ๒)



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๔)

การประคับประคองคน (ตอนที่ ๒)


     จากตอนที่แล้ว ได้เล่าให้พวกเราฟังว่า แม้มีปัญหาอะไร ทีมงานก็ไม่เคยรู้สึกหนักใจ สาเหตุก็เพราะว่า

เรามี “ ครูดี ”

     หลวงพ่อทั้งสองคอยให้คำแนะนำ ช่วยขจัดปัญหาให้ตลอดเวลา เมื่อหลวงพ่อธัมมชโยได้มอบหมายให้หลวงพ่อทัตตชีโวดูแลงานต่างประเทศ หลวงพ่อทัตตชีโวท่านก็ทุ่มเทสนองงานเต็มที่ โดยบอกลูก ๆ ว่า




     “ เมื่อหลวงพ่อธัมมะ ท่านไว้วางใจให้หลวงพ่อดูแลงานต่างประเทศ ดังนั้นหากใครติดขัดมีปัญหาอะไร ให้โทรหาหลวงพ่อได้ตลอดเวลา ” 

     จึงทำให้พวกเราอุ่นใจ เหมือนหลวงพ่ออยู่ใกล้ ๆ คอยดูแลการทำงานของเรา ที่สำคัญในการให้คำแนะนำทุกครั้ง หลวงพ่อได้ยืนยันในหลักการ “ เอาหลังอิงต้นโพธิ์ ” คือ มีที่มาที่ไปจากพระไตรปิฎก ไม่ใช่เอาความเห็นของท่านเป็นหลัก เช่น เรื่องของการประคับประคองคน



     “ หลวงพ่อครับ ในเรื่องของสัปปายะนี่ หากจะเจาะลึกลงไป จะต้องทำยังไงครับ ”

     “ เอ็งไปดูในเสนาสนสูตรนะ ในนั้นจะบอกรายละเอียดเลยหล่ะว่า วัดที่ดีจะต้องมีลักษณะอย่างน้อยเลย คือ ไม่ใกล้ ไม่ไกลจากชุมชน มีปัจจัยสี่บริบูรณ์ มีพระอาจารย์ดีที่เป็นพหูสูต มีพระที่มีคุณสมบัตินั้นเข้าหาพระเถระ พระเถระตอบแก้ปัญหาได้

     เสนาสนสูตรตรงนี้ทำให้ได้ วัดที่เป็นปฏิรูปเทส ต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้ ”


     “ หลวงพ่อครับ หากเรามีสถานที่ที่เหมาะสมแล้ว เราจะมีวิธีดูคนอย่างไรครับ เพราะคนที่มาวัดมีหลายประเภท หากจะประคับประคองเขาหรือฝึกเขา จะคัดคนประเภทไหนไว้ทำงานพระศาสนาครับ ”

     “ เช่นเดียวกัน ก็อยู่ในเสนาสนสูตรนั่นแหละ แม้ว่าในพระสูตรจะกล่าวถึงพระ ก็พออนุโลมได้ว่า คนที่น่าฝึกมันต้องมีคุณสมบัติเลยว่า ต้องมีศรัทธา มีอาพาธน้อยไม่ขี้โรค ว่างั้นเหอะ ไม่ขี้โม้โอ้อวด มีปัญญา ไม่โง่ หากมีคุณสมบัตินี้ก็ฝึกได้ ”



     “ หากคัดคนไว้ได้แล้ว จะมีวิธีฝึกเขาอย่างไรดีครับหลวงพ่อ ”

     “ เอ็งไม่ต้องไปคิดยาก ตำราไหน ๆ ก็ไม่มีทางสู้ตำราของพุทธองค์ วิธีฝึกพระองค์ให้ไว้หมดแล้ว เพียงแต่ไปค้นให้เจอ ในพระไตรปิฎกนั่นแหละ ไปดูเลย ไปศึกษาดูจริยาวัตรของพระสารีบุตรให้ดี เวลานอน เวลาตื่น การเก็บกวาดขยะ การไปตรวจดูพระป่วยไข้ การไปรักษาศรัทธาญาติโยม ฝึกคนตามเส้นทางมงคลสูตร เคี่ยวเรื่องความดีสากลในห้าห้องชีวิตเข้าไป แล้วจะได้มือดีมาทำงานพระศาสนา ”



     ณ วันนี้ พวกเรามีบุญมากที่ได้พบครูดีแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ต้องติดตามฟังคำสอนของท่าน เอามาไตร่ตรอง แล้วลงมือปฏิบัติ 

     ใครปฏิบัติได้มากเท่าไร ก็ย่อมจะเป็นเสบียงบุญติดตัวไปได้มากเท่านั้น




ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๑๐ ต.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 73 การประคับประคองคน (ตอนที่ ๑)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๓) การประคับประคองคน (ตอนที่ ๑)



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๓)

การประคับประคองคน (ตอนที่ ๑)


     ในเรื่องของการบริหารซึ่งประกอบด้วยบริหารงาน บริหารเงิน บริหารคน การบริหารคนนับว่าเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนมากที่สุด เพราะคนมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการดูแล


     หลวงพ่อทั้งสองเป็นยอดของนักบริหารคน ที่สามารถทำให้ลูก ๆ ในองค์กรซึ่งมาจากร้อยพ่อพันแม่ มาจากสภาพครอบครัว สภาพแวดล้อม สถานะทางการศึกษาที่แตกต่างกัน มาอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

     อย่าว่าแต่ความเชื่อที่เหมือนกันเลย แม้แต่ต่างความเชื่อ หลวงพ่อยังสามารถทำให้เขาอยู่อย่างมีความสุขได้


     ครั้งหนึ่งหลวงพ่อธัมมชโยเคยเล่าว่า มีชาวต่างชาติมาพักค้างปฏิบัติธรรมที่วัด แล้วแม่ของเขาโทรมาถามว่า ยังเป็นชาวคริสต์ที่ดีอยู่หรือไม่ เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร ท่านแนะให้ตอบไปเลยว่า ได้ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาทุกวัน ทำให้แม่ของเขาพอใจมาก

     เมื่ออาตมาไปทำงานเผยแผ่ที่อเมริกา อาตมาประทับใจและทึ่งในโอวาทของหลวงพ่อทั้งสอง เนื่องจากเข้าไปกราบหลวงพ่อธัมมชโยก่อน แล้ววันจะเดินทางค่อยไปกราบหลวงพ่อทัตตชีโว แต่โอวาทของท่านกลับเหมือนกันแทบจะคำต่อคำ 

     “ ...ให้ท่านทำความเข้าใจว่า ในตัวของมนุษย์ทุกคนมีพระธรรมกายในตัวอยู่ ดังนั้นให้พาเขาปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงความจริงภายในอันนี้ หลวงพ่อไม่ต้องการให้ท่านไปเปลี่ยนแปลงความเชื่ออะไรของเขา ให้เขามีความสุขกับการมาพบหมู่คณะ...”

     จากโอวาทนี้จึงเป็นนโยบายสำคัญที่หมู่คณะนำไปใช้ในการทำงาน ปัจจุบันจึงมีชาวท้องถิ่นหลายท่านเข้ามาช่วยงานที่วัดทั้งช่วยทำเอกสาร แปลโอวาทหลวงพ่อ

 
     หลวงพ่อทัตตชีโวจะคอยย้ำอยู่บ่อย ๆ ให้ประคับประคองเขาให้ดี

     “ หลวงพ่อครับ แล้วจะประคับประคองเขาอย่างไรดีครับ ”

     “ เอ็งก็ต้องสร้างสัปปายะ ๔ ให้ดี ทั้งอาวาส อาหาร บุคคล ธรรมะ ต้องให้พร้อม ให้เขามาแล้วรู้สึกว่าเขาได้อะไร อย่าลืมว่าโดยทั่วไปคนตะวันตกเขาก็จะถือตัวว่าเขาเหนือกว่าคนตะวันออกอยู่แล้ว หากเราไม่สามารถสร้างมาตรฐานให้เท่ากับหรือดีกว่าเขาได้ ก็ยากที่เขาจะยอมรับ หากเขาไม่ยอมรับแล้วจะเอาวิชชาธรรมกายไปได้อย่างไร ”


     ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริงเมื่อลงมือจัดการเรื่องสัปปายะ ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย เพราะจะต้องมีการปรับภายในของเราเองก่อน

     ๑. เรื่องสถานที่ ก็ต้องดู ต้องใช้มาตรฐานของที่เขาใช้กัน จะเอาเราเป็นเกณฑ์ไม่ได้ 

     ๒. เรื่องอาหาร ก็ต้องมีทั้งสำหรับชาวเอเซีย และชาวท้องถิ่น เวลาจัดงานก็ต้องมีที่อุ่นอาหาร รักษาอาหารให้ได้อุณหภูมิที่เขากำหนด ต้องระวังไม่ให้มีแมลงวัน แมลงสาบ และต้องไม่เอาอาหารที่มีกลิ่นแรง ฯลฯ

     ๓. เรื่องบุคคล ก็ต้องมาปรับคนของเรา ที่เคยทำอะไรตามแบบไทย ๆ ก็ต้องมาปรับ อาตมาเคยหน้าแตกมาแล้ว จัดงานแล้วไม่เป็นไปตามกำหนดการ ชาวท้องถิ่นเขาหันไปซุบซิบกัน “ Thai time ” (เวลาไทย) 
     แม้แต่การปฏิบัติธรรมก็ต้องจัดแยกคนของเรากับคนท้องถิ่น เนื่องจากมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน 

     ๔. เรื่องธรรมะ นี่ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะต้องไม่ให้ไปกระทบความเชื่อของเขา ต้องให้เขาใจเปิดในการเรียนรู้


     อ่านถึงตรงนี้ พวกเราอาจจะคิดว่าน่าหนักใจ แต่ขอบอกว่า ทีมงานไม่ได้หนักใจอะไรเลยหากอยากรู้ว่าทำไมจึงไม่หนักใจ
 
โปรดติดตามตอนต่อไป





ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com และภาพดีๆ 072
อาสภกันโต ภิกขุ
๙ ต.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 72 (เจ้าของวัด)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๒) เจ้าของวัด



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๒)

เจ้าของวัด


จากนโยบายของคุณยายอาจารย์ที่ว่า

“ คนมาวัดร้อยให้เลี้ยงได้ร้อย มาล้านให้เลี้ยงได้ล้าน ”

จึงทำให้เกิดโรงครัวของวัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้นโยบายนั้นบรรลุผล

และจากนโยบายของคุณยายอาจารย์เช่นกันว่า

“ คนมาวัดร้อยให้เป็นเจ้าหน้าที่ร้อย มาล้านให้เป็นเจ้าหน้าที่ล้าน ”

จึงทำให้เกิดอาสาสมัครของวัดพระธรรมกายเป็นจำนวนมาก


     อาตมาเองก็มาจากเส้นทางของอาสาสมัคร เพียงมาวัดวันแรก ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แค่เห็นรอยยิ้มของน้องคนหนึ่ง พร้อมกับคำถามว่า “ พี่อยู่แผนกไหนครับ ” เมื่อตอบว่า “ พี่เพิ่งมาวัดครั้งแรก ” น้องคนนั้นก็พาไปแนะนำตัวกับพี่ ๆ แผนกธรรมจริยา ซึ่งต่อมากลายเป็นแผนกต้อนรับ และต้อนรับระดับโลกในปัจจุบัน


     ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะนึกถึงเส้นทางการสร้างคนของวัดพระธรรมกาย เนื่องจากวันก่อนเดินผ่านไปท้ายวัด แล้วเกิดความปลื้มใจที่เห็นโยมน้าท่านหนึ่ง ที่อาตมานับถือ รักท่านเหมือนญาติ 

     ๓๐ ปีที่รู้จักท่านมา นอกจากความชราที่มาเยือนแล้ว อาตมาไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใด ๆ จากท่านเลย แววตาที่มุ่งมั่น รอยยิ้มที่เปิดเผย จริงใจ ยังคงอยู่เต็มเปี่ยม ที่สำคัญคือ “ ความรักวัด ” ที่ไม่เคยเสื่อมคลาย แม้วันนี้ท่านจะเกษียณแล้ว ไม่ได้ทำงานในวัดแล้ว แต่เมื่อวัดมีภัย ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มาดูแลวัด โดยไม่มีใครเอ่ยปากร้องขอ แต่ท่านมาด้วยจิตสำนึกว่าท่านคือ 

“ เจ้าของวัด ”


     อาตมาได้นำความประทับใจนี้ไปเล่าให้หลวงพ่อและหลวงน้าฌาณาภิญโญฟัง ทั้งสองท่านมีรอยยิ้มที่เกิดขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายและพูดตรงกันว่า

“ นั่นเขาเจ้าของวัดตัวจริง ”

     คำถามจึงเกิดขึ้นในใจว่า ทำอย่างไร ลุง ป้า น้า อา ที่เป็นพนักงานวัดในรุ่นบุกเบิก จึงมีจิตสำนึกรักวัดเช่นนี้

     อาตมานึกทบทวนว่า หลวงพ่อได้ให้อาตมาทำอะไรบ้างกับท่านเหล่านั้น แล้วก็พบว่า



     ๑. หลวงพ่อให้อาตมาไปนำทำวัตร สวดมนต์และเล่าธรรมะ

     “ เอ็งไปนำลุง ๆ ป้า ๆ สวดมนต์นะ ไม่มีหน่วยงานไหนในโลกหรอก ที่เขาจะให้พนักงานมาสวดมนต์ เพราะใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง เขาเอาเวลานั้นให้ไปทำงานดีกว่า แต่เรามีเป้าหมายมากกว่านั้นคือ เมื่อสวดมนต์แล้ว ใจของคนของเราจะละเอียด เมื่อใจละเอียด งานที่ออกมา ก็จะเป็นงานละเอียดตามไปด้วย

     และเมื่อสวดมนต์เสร็จ ก็ให้เล่าธรรมะ ให้ข้อคิดสั้น ๆ กับลุง ป้า เหล่านั้น ทำเข้าไป เขาจะได้รู้ธรรมะบ้าง ไม่ใช่มาทำงานอย่างเดียว ”


     ๒. สิ่งที่อาตมาได้ยินเป็นประจำคือ คำที่หลวงพ่อเรียกคนรุ่นนั้น จะเป็นคำที่ให้เกียรติ และเมื่อท่านให้อาตมาไปนำสวดมนต์ หลวงพ่อก็ย้ำเรื่องนี้เช่นกันว่า

     “ เอ็งจำไว้นะว่า คนรุ่นนี้คือ คนที่บุกเบิกสร้างวัดให้พวกเอ็งอยู่ ไม่ใช่เขาไม่มีที่ไป แต่เขารักวัดจึงไม่ไปไหน เพราะฉะนั้นเรียกเขาให้เหมาะสม จะเป็นลุง เป็นป้า เป็นน้า อะไรก็แล้วแต่ และให้ทำความรู้สึกว่า เขาเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราด้วย ”



     ๓. หลวงพ่อมักจะให้อาตมาเดินตามท่านข้ามฝั่งทางหน้าวัด ไปเยี่ยมญาติโยมรอบวัด ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นครอบครัวของคนงานของวัด

     “ คนเหล่านี้ เดิมก็ช่วยหลวงพ่อบุกเบิกสร้างวัด ตอนนี้ก็เริ่มทะยอยแก่กันบ้าง แต่ก็ยังใส่บาตรกันอยู่ เมื่อก่อนหลวงพ่อจะขึ้นบ้านโน้นลงบ้านนี้ มาเยี่ยมเยียนประจำ ใครเจ็บใครป่วย ก็พาไปหามดหาหมอ ดูแลกันไป เพราะนึกถึงคุณที่เขามาช่วยเรา ในขณะที่เรามาจากต่างถิ่น ไม่รู้จักใครเลย เขาก็มีน้ำใจมาช่วยหลวงพ่อสร้างวัด ”


     เพราะการที่หลวงพ่อ หลวงน้าและหลวงพี่รุ่นบุกเบิก ดูแลเจ้าหน้าที่ของวัดเสมือนญาติเช่นนี้ จึงทำให้พนักงานรุ่นบุกเบิกสร้างวัดมีความพิเศษคือ นอกจากจะทุ่มเททำงาน ด้วยความละเอียดรอบคอบแล้ว แม้ยามเร่งด่วนขอให้ช่วยงานนอกเวลา ท่านเหล่านั้นยังไม่เคยเรียกร้องค่าล่วงเวลา (OT) แค่เตรียมข้าวปลาอาหารให้ ก็ทำกันข้ามวันข้ามคืน สมกับที่ท่านเหล่านั้นคือ 

“ เจ้าของวัด ”











ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com และ ภาพดี ๆ 072

อาสภกันโต ภิกขุ

๘ ต.ค. ๕๙

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 71 (เงาทับงาน)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๑) เงาทับงาน



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๑)

เงาทับงาน


     ในทางพระพุทธศาสนาของเรานั้น การที่ใคร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือตัวบุคคลก็ตาม จะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีหลักธรรมที่สำคัญคือ อิทธิบาท ๔ อันประกอบไปด้วย 

     ฉันทะ คือ พอใจทำ

     วิริยะ คือ แข็งใจทำ

     จิตตะ คือ ตั้งใจทำ

     วิมังสา คือ เข้าใจทำ

     แต่การที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างครบถ้วนนั้น คนโบราณมีคำอยู่คำหนึ่งที่เอาไว้สอนลูกหลาน คือ 

“ เงาต้องทับงาน ”


     จากประสบการณ์ในการสร้างวัด ตั้งแต่ขุดดินก้อนแรกพลิกผืนนาฟ้าโล่ง จนกระทั่งกลายมาเป็นวัดพระธรรมกายในปัจจุบัน หลวงพ่อทั้งสองได้ทุ่มเทอุทิศตนในการสร้างวัด แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน 

     หลวงพ่อทัตตชีโวเคยเล่าให้ลูก ๆ ฟังว่า

     “ พวกเราที่มาภายหลัง จะเห็นแต่ภาพของหลวงพ่อธัมมะ ที่นำนั่งสมาธิ เห็นแต่ผิวผ่อง ๆ ของท่าน หารู้ไม่ว่า เมื่อตอนบุกเบิกสร้างวัด หลังของหลวงพ่อท่าน ลอกแล้วลอกอีก เพราะตากแดดรับบุญ หลวงพ่อเองก็กล้าพูดได้ว่า ไม่มีตารางนิ้วไหน ที่เหงื่อของหลวงพ่อจะไม่ได้หยดลงไป ”


     สิ่งที่เรามักจะเห็นจนชินตาคือ ตกเย็น ๆ จะเห็นหลวงพ่อเดินตรวจวัด และไม่ใช่เพียงในประเทศเท่านั้น แม้ไปที่ต่างประเทศหลวงพ่อท่านก็จะเดินตรวจวัดทุกซอกทุกมุม และให้ข้อคิด แนวทางแก้ไขให้เสร็จสรรพ


     ครั้งหนึ่งหลวงพ่อได้ไปที่วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย ท่านได้พาพระและเจ้าหน้าที่เดินตรวจรอบวัด แล้วพาเดินขึ้นไปบนเนินที่เขาเตรียมก่อสร้างหมู่บ้านรอบ ๆ วัด ท่านชี้ให้ดูตรงหลังอาศรมอุบาสิกา ที่โรงรถ ซึ่งเราเอาของพิธีกรรมไปวางไว้มากพอสมควร

     “ ดูตรงนี้ให้ดีนะ ต่อไปหมู่บ้านเขาขึ้นมา เห็นว่าบ้านราคาแพงซะด้วย หากเราไม่แก้ไข ปล่อยให้รกอย่างนี้ ต่อไปภายหน้า วัดเราจะเป็นสลัมอยู่ท่ามกลางบ้านราคาแพงนะ อย่าเดินดูแต่ในวัด ต้องดูรอบ ๆ ด้วย ดูให้ทั่ว ”


     นอกจากการเดินตรวจวัดแล้ว สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อ ท่านสั่งให้ระมัดระวังมากคือ เรื่องของเพื่อนบ้าน ครั้งหนึ่งที่ท่านไปที่วัดพระธรรมกายดีซี ท่านได้ให้ข้อคิดไว้ว่า

     “ เราจัดบูชาข้าวพระ กว่าจะเลิกก็ดึกดื่นเที่ยงคืน สิ่งที่ต้องระวังคือ เรื่องเสียง ต้องกำชับคนของเราให้เสียงเบา ๆ และให้สังเกตนะ ที่ลานจอดรถของเรา ไฟมันจะสาดไปที่ห้องพักของเพื่อนบ้าน เขาจะหงุดหงิดเอาได้ แล้วจะไม่ได้เพื่อนบ้านคอยเป็นรั้วนะ ” 

     ด้วยคำแนะนำของหลวงพ่อ จึงทำให้มีการปลูกต้นสนเพื่อป้องกันเหตุดังกล่าว


     ในการเดินตรวจวัดของหลวงพ่อ ท่านจะลงรายละเอียดอย่างมาก เมื่อครั้งไปที่วัดพระธรรมกายนิวเจอร์ซี ท่านเดินดูรอบวัด แล้วก็ชี้ให้ดู

     “ รั้วก็ไม่ได้ยาวอะไรมากนัก ทำไมปล่อยให้ไม้ระแนงมันหลุด มันหายไปได้ แหว่งไปอันสองอันก็ดูไม่เข้าท่าแล้ว ไปจัดการให้เรียบร้อย ”

     ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม เมื่อตรวจวัด แนะนำ ให้แนวทางเสร็จเรียบร้อย หลวงพ่อก็จะฝากข้อคิดสั้น ๆ ไว้เสมอว่า 

“ เงาต้องทับงาน ”



ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๗ ต.ค. ๕๙