วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 61 (การไปดูงาน)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๖๑) การไปดูงาน



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๖๑)

การไปดูงาน


     ในหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็ตาม เมื่อหวังจะให้มีการพัฒนาบุคลากรของตน ก็จะมีรูปแบบในการพัฒนาที่หลากหลาย ตามแต่ปัจจัยที่เอื้ออำนวย เช่น เรื่องของเวลาหรืองบประมาณ


     ในการทำงานของวัดพระธรรมกายก็เช่นกัน หลวงพ่อทั้งสองจะเปิดโอกาสให้ลูก ๆ ในองค์กรได้หมั่นไปศึกษาหาความรู้เสมอ


     ช่วงที่เป็นพระพี่เลี้ยงสามเณร หลวงพ่อท่านมักจะให้พาสามเณรไปดูพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ โดยท่านให้เหตุผลว่า

     “ ลูกเณรส่วนมาก จะมาจากชนบท บางรูปไม่เคยออกจากบ้านมาก่อนเลย ฉะนั้นต้องพาไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ให้ไปดูพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ จะได้เปิดโลกทัศน์ และพี่เลี้ยงต้องคอยให้คำแนะนำด้วย ที่สำคัญเมื่อกลับมาถึงวัดให้มีการประชุมกลุ่มกัน ให้มีการออกความเห็น จะได้รู้ว่าลูกเณรได้อะไรบ้าง ”



     แม้เมื่ออาตมาไปอยู่ต่างประเทศ หลวงพ่อท่านก็จะย้ำเสมอว่า 

     “ เมื่อไปที่ใดก็ตาม อย่ามองข้ามการไปดูพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ เพราะที่นี่จะเป็นแหล่งรวมของอารยธรรม วัฒนธรรม ที่บ้านเรายังไม่ค่อยให้ความสำคัญตรงนี้นัก แต่ที่นั่นเขาจะมีกันแทบทุกเมือง เล็กบ้างใหญ่บ้าง อย่างไรต้องไปดู ”


     นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว สถานที่ที่หลวงพ่อจะให้หมู่คณะไปดูคือ องค์กรศาสนาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นของพุทธมหายาน ทิเบต หรือองค์กรต่างศาสนาก็ตาม 

     “ การที่หลวงพ่อให้ไปดูองค์กรศาสนา เพื่อจะได้เอาข้อดีของเขามาปรับปรุงใช้ให้เหมาะกับการทำงานของเรา บางอย่างเราไม่จำเป็นจะต้องไปเริ่มที่ศูนย์ องค์กรเหล่านั้น ส่วนมากมาก่อนเรา เขาลองผิดลองถูกมาแล้วจนลงตัว ก็ให้ไปดูเขา ที่สำคัญหากเขาไม่มีดี เขาอยู่มาไม่ได้จนถึงทุกวันนี้หรอก ”


     อาตมาเคยได้บทเรียนเรื่องการไปดูงานที่เมืองไทยที่ถูกหลวงพ่อชี้ขุมทรัพย์กองมหึมามาแล้ว กล่าวคือ ทุกครั้งที่ไปดูงานที่ไหน เมื่อกลับมาถึงวัด หลวงพ่อก็จะถามว่า เห็นอะไรหรือได้อะไรบ้าง   
     เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่เข้าไปฝึกงานใหม่ ยังไม่ทราบอัธยาศัยของหลวงพ่อมากนัก เลยรายงานยังไม่เป็น พอท่านถาม ก็รีบเอากระดาษที่บันทึกไว้มาดู แล้วรายงานไปว่า เห็นข้อบกพร่องของที่นั่น อย่างนั้นอย่างนี้ หลวงพ่อก็ปล่อยให้พูดไป จนสิ้นกระแสความ แล้วอาตมาก็หูชา

     “ หลวงพ่อให้เอ็งไปดูงาน เพื่อไปหยิบเอาข้อดี ของดีที่เขามีอยู่ เอามาใช้งาน เอามาพัฒนา ปรับปรุงงานของตัวเอง ดันไปหาแต่ข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาดของเขา แล้วการไปดูงานของเอ็งครั้งนี้มันจะมีประโยชน์อะไรวะ เสียเวลา เสียอารมณ์ปล่าว ๆ 

     ข้อบกพร่องไม่ใช่ว่าดูไม่ได้ แต่ต้องเป็นการดูเพื่อเอามาแก้ไขตัวเองว่า หากเราทำจะไม่ให้บกพร่องอย่างนั้น แต่นี่เอ็งพูดมาทั้งหมดมันไม่มีดีเลย ”


     ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อาตมาเลยได้หลักในการถวายรายงานหลวงพ่อเกี่ยวกับการไปดูงานว่า เบื้องต้นเราต้องรายงานว่า ได้ประโยชน์อะไรจากการไปครั้งนี้ ได้เห็นจุดดี ๆ อะไรของเขาบ้าง ตอนท้ายหากพบสิ่งที่ผิดพลาดของเขา ต้องบอกไปด้วยว่าจะแก้ไขอย่างไร 

     เมื่อรายงานลักษณะนี้จึงไม่เคยถูกหลวงพ่อชี้ขุมทรัพย์เรื่องการรายงานอีกเลย




ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com และdmc.tv
อาสภกันโต ภิกขุ
๒๓ ก.ย. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 60 (ให้ยาให้ถูกคน)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๖๐) ให้ยาให้ถูกคน



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๖๐)

ให้ยาให้ถูกคน


     ในองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนก็ตาม จะต้องมีฝ่ายบุคคลเพื่อรวบรวมข้อมูลของบุคลากร ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่สำคัญหน่วยงานหนึ่ง

     ช่วงที่อาตมาได้รับหน้าที่ให้ดูแลสามเณรนั้น นอกจากจะเป็นฝ่ายบุคคลที่ต้องคอยรวบรวม ทำประวัติของสามเณรแล้ว ยังเป็นฝ่ายปกครองด้วย



     จากประสบการณ์สมัยที่เรียนมัธยม สิ่งที่เห็นคือ อาจารย์ฝ่ายปกครองมักจะดุ และไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน ดังนั้นเมื่อต้องทำหน้าที่ตรงนี้ ก็เลยพยายามทำแบบอาจารย์ฝ่ายปกครอง คือ พยายามเก็กดุไว้ก่อน จนกระทั่งเมื่อหลวงพี่สุรพลมอบหมายให้ไปกราบถวายรายงานหลวงพ่อทัตตชีโว จึงค่อย ๆ เรียนรู้วิธีการทำงานมากขึ้น



     หลวงพ่อได้เมตตาให้หลักในการทำงานไว้ว่า

     “ การเป็นฝ่ายปกครอง ไม่จำเป็นจะต้องดุเสมอไป ตรงกันข้าม ฝ่ายปกครองควรจะเข้าถึงสามเณร และต้องมีศิลปะในการพูด หรือพูดง่าย ๆ ต้องให้ยาเป็น ”

     “ อย่างไรหรือครับหลวงพ่อ ” อาตมาถามท่านด้วยความสงสัย 

     “ เอ็งต้องฝึกสังเกตนะ ดูว่าเณรแต่ละองค์ไม่เหมือนกัน ทั้งคำพูด ทั้งกริยาท่าทาง เอ็งดูประวัติของเณรก็น่าจะพอดูออกว่า คนไหนมีพื้นฐานทางบ้านเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จะเอาวิธีการเดียวกัน มาใช้กับทุกรูปไม่ได้ บางรูปมันนุ่มนวล เรียบร้อย เอ็งไปดุมัน มันก็จะไม่เข้ามาหา ไม่เข้ามาใกล้ ในขณะเดียวกัน องค์ไหนมันดื้อ แล้วเอ็งไปใช้วิธีนุ่มนวลเกินไป มันก็จะไม่เกรง เพราะฉะนั้นต้องดูให้ดี พุทธองค์จึงบอกไว้ไงว่า ยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง ข่มผู้ที่ควรข่ม ”




     แล้วหลวงพ่อก็เมตตายกตัวอย่างให้ฟังว่า แม้แต่คนใกล้ตัวที่หลวงพ่อใช้งานอยู่ ก็ต้องให้ยาแตกต่างกันออกไป โดยดูจากลักษณะนิสัยใจคอนี่แหละ

     “ บางคนชอบคำพูดที่นุ่มนวล ไปดุ ไปว่ามาก จะถอดใจ หลวงพ่อก็ต้องหาวิธีให้กำลังใจ เช่น อยากให้เขาเรียนให้จบปริญญาตรี ก็ต้องเชียร์พูดให้คิด ไอ้หนูเอ้ย ที่บ้านของเอ็ง ก็ไม่มีใครจบปริญญาเลย เขาก็หวังว่าเอ็งมาอยู่วัดกับหลวงพ่อ จะได้เรียนหนังสือหนังหา ไปเอาปริญญามาให้หลวงพ่อ ให้คนที่บ้านเอ็ง ชื่นใจหน่อยไป๊ จะได้เป็นเกียรติเป็นศรีให้กับวงศ์ตระกูล แล้วมันก็เอาปริญญามาฝากหลวงพ่อได้จริง ๆ ”



     หลวงพ่อเล่าไปท่านก็อมยิ้มไป แล้วเล่าต่อไปอีกว่า

     “ แต่บางคนใช้วิธีนี้ไม่ได้ เพราะชอบท้าทาย หลวงพ่อก็ต้องใช้วิธี เออ อีหนูเอ้ย หลวงพ่อว่า อย่างเอ็งนี่นะ จะมีปัญญาเรียนจบปริญญาหรือวะ เรียนไงก็ท่าจะจบยาก ”

     “ แล้วผลเป็นไงครับหลวงพ่อ ”

     หลวงพ่อท่านหัวเราะแล้วตอบว่า

     “ มันก็เกิดแรงฮึดสิ คอยดูนะ หนูจะไปเอาปริญญามาให้ได้ แล้วมันก็ไปทำ จบเร็วด้วย แถมวันที่มันจบ เอาปริญญามาอวดหลวงพ่อ บอกว่าได้เกียรตินิยมด้วย ”




     จากหลักที่หลวงพ่อให้ไว้ในครั้งนั้นโดยสรุปก็คือว่า ต้องดูคนให้เป็นและหาวิธีการในการจัดการกับแต่ละคนด้วยวิธีที่แตกต่างกันออกไป ทำให้อาตมานำมาใช้ในการดูแลหมู่คณะมาจนถึงทุกวันนี้
 

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 59 (อย่าดูเบาแม้เรื่องเล็กน้อย)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๕๙) อย่าดูเบาแม้เรื่องเล็กน้อย





หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๕๙)

อย่าดูเบาแม้เรื่องเล็กน้อย


     ในการสร้างบารมีไม่ใช่เพียงแค่การที่เราจะมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเท่านั้น แต่ทุกย่างก้าว จะต้องเดินไปด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ ใส่ใจกับรายละเอียดรอบข้างให้ดี



     หลวงพ่อธัมมชโย ท่านจะคอยตอกย้ำบ่อย ๆ ว่า การที่เราฝึกความละเอียดในทุกเรื่อง ในทุกกิจกรรม ในชีวิตประจำวันของเรา จะส่งผลไปถึงการปฏิบัติธรรมได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีผลต่อกัน ดังที่ท่านได้กล่าวไว้เสมอ ๆ ว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว 

     ดังนั้น ท่านจึงคอยบอกลูก ๆ ว่า ให้รักษาความละเอียดของใจให้ได้อย่างต่อเนื่อง

     ด้วยความตระหนักในคำสอนของหลวงพ่อธัมมชโย ทำให้หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านคอยมาพร่ำสอนให้ลูกพระลูกเณร เอาใจใส่ในทุกเรื่องราว ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน


     ในช่วงที่อาตมาเป็นพระพี่เลี้ยงสามเณรนั้น เมื่อนำสมุดบันทึกของแผนกสามเณรไปถวายให้หลวงพ่อดู ท่านจะหมั่นสอบถามเรื่องความเป็นอยู่ของสามเณรเสมอ แม้บางเรื่องที่อาตมามองข้ามไป ท่านก็จะคอยย้ำ

     “ เอ็งบอกพระพี่เลี้ยงให้ดีนะ ต้องคอยดูในเรื่องความเป็นอยู่ของลูกเณร ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารการขบฉัน แต่ต้องตามดู แม้แต่เวลาสรงน้ำสรงท่า เณรอาบน้ำกันเป็นไหม ต้องให้ราดน้ำให้ทั่วตัวก่อนถูสบู่ แล้วตอนเช้า ๆ อาบน้ำต้องให้เป็น ตอนเช้าเอาแค่ความสดชื่น ไม่จำเป็นต้องถูสบู่ ไม่งั้นผิวแห้งหมด ” 



     มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อท่านมาเดินตรวจที่แผนกสามเณร เห็นลูกเณรกำลังแปรงฟันบ้าง สรงน้ำอยู่บ้าง ท่านเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ พร้อมกับเรียกพระพี่เลี้ยงไปดูด้วย

     “ พวกท่านเคยดูไหม แปรงสีฟันของสามเณรมันบานแล้ว ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว มันมีผลต่อสุขภาพฟันของลูกเณรนะ ไอ้เณรนั่นมันเด็ก มันไม่รู้หลวงพ่อไม่ว่า แต่ไอ้พี่เลี้ยงนี่ หากไม่รู้มันน่าเขกกบาล ”

แล้วท่านก็หันไปชี้ให้ดูสามเณรสรงน้ำ

     “ เวลาเณรสรงน้ำ พระพี่เลี้ยงควรมาดูแลด้วย เด็กก็คือเด็ก หากไม่มีใครดู มันก็จะรีบให้เสร็จ ๆ ต้องสอนให้เขาถูขี้ไคลด้วย หาผ้าผืนเล็ก ๆ เอามาไว้ถูตัวด้วย หรือพี่เลี้ยงก็ไม่เคยถูขี้ไคลวะ ”


     หลวงพ่อท่านไม่เคยปล่อยผ่านเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บางครั้งเวลาเดินตรวจวัด เห็นสามเณรเดินมาท่านก็จะหยุดมอง หลายครั้งที่ท่านเรียกมา แล้วก็จะชี้ให้ดู

     “ เอ็งดูนะ ลูกเณรมันก็ตัวแค่นี่ แต่ใส่รองเท้าซะโตเชียว อย่าปล่อยผ่าน หารองเท้าที่ขนาดพอดีเท้าให้ ไม่งั้นต่อไปข้างหน้า นอกจากจะไม่รู้จักสังเกตตัวเองแล้ว ลูกเณรจะเดินไม่สง่า สังเกตไหม พอรองเท้าไม่พอดีกับเท้า เวลาเดินก็เดินแบบพะวง ๆ ห่วงจะหลุดหรือไม่ หลวงพ่อมองแต่ไกล เณรเดินแปลก ๆ หัดสังเกตมั่งนะ หรือพวกรองเท้าที่มันสึกเอียงไปข้าง หากปล่อยให้ใส่ต่อไป เณรก็จะเดินผิดปกติ เพราะเส้นมันเสีย หาเปลี่ยนให้ลูกเณรด้วย ”



     เวลาที่เดินตรวจวัด หลวงพ่อจะคอยมองดูไปรอบ ๆ ยิ่งเห็นสามเณรหลวงพ่อจะคอยสังเกตตลอด ทำให้อาตมาได้เห็นถึงความเอาใจใส่ของท่าน

     “ เณร ทำไมนุ่งสบงย้วยอย่างนั้น เวลานุ่งสบงต้องให้เป็นปริมณฑล ให้มันพอดีกัน อย่าปล่อยให้ข้างหน้ามันหย่อนลงมาอย่างนั้น แล้วองค์นั้นก็ปล่อยชายผ้าซะยาวเกินไป กะดูให้ครึ่งแข้งนะลูกนะ ”


     มีสิ่งหนึ่งที่อาตมาได้ข้อคิดจากหลวงพ่อและทำตามท่านมาตลอด คือเรื่องของจีวร กล่าวคือ หากท่านถอดจีวร ท่านจะพับผ้าวางพาดไว้ที่เก้าอี้ ไม่เคยสักครั้งที่จะปล่อยวางไว้ไม่เป็นระเบียบ สาเหตุเกิดจากวันหนึ่ง เดินตามหลวงพ่อไปดูสามเณรตามกุฏิต่าง ๆ ท่านเห็นสามเณรถอดจีวรกองไว้ จึงเรียกสามเณรมา แล้วให้ข้อคิดว่า

     “ ลูกเอ้ย จีวรนี่นะ เหมือนกับธงชัยของพระอรหันต์ ลูกเณรเอามากองไว้อย่างนี้ กลายเป็นผ้าขี้ริ้วไปเลย มาพับให้เรียบร้อยซะ ”

ในเรื่องของจีวรนี้เช่นกัน ท่านเคยสอนสามเณรว่า 

     “ จีวรนี่นะ หากเราไม่ได้ห่ม ก็ให้พับเข้ากลาง แล้วพาดบ่า เราไม่ได้เจ็บไม่ได้ป่วย อย่าเอาผ้ามาคลุมหัว มาพันคอ มันดูไม่งามนะลูกนะ ”


     เพราะความใส่ใจในรายละเอียดของหลวงพ่อทั้งสองจึงทำให้ลูกพระลูกเณรได้รับคำชมจากพระผู้ใหญ่และสาธุชนว่า พระเณรวัดพระธรรมกายนุ่งห่มได้เรียบร้อย น่าเลื่อมใส




ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๒๑ ก.ย. ๕๙

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 58 (การเรียนภาษา)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๕๘) การเรียนภาษา



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๕๘)

การเรียนภาษา


     การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความเข้าใจ ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร จากเดิมที่มีภาษาเฉพาะกลุ่ม ก็เริ่มมีการติดต่อกันระหว่างกลุ่ม ทำให้ต้องมีภาษากลางเกิดขึ้น

     เดิมการไปมาหาสู่จะเป็นเรื่องการค้า เรื่องเศรษฐกิจ ก็เริ่มมีเรื่องวัฒนธรรมและความเชื่อ เรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง



     มีผู้กล่าวไว้ว่า ธรรมะก็เหมือนปลา ภาษาก็เหมือนน้ำ กล่าวคือ แม้เราจะมีความรู้ มีความสามารถแต่หากขาดอุปกรณ์สำคัญในการสื่อสาร เราก็ไม่สามารถจะขยายหรือถ่ายทอด สิ่งที่เรารู้นั้นออกไปได้

     นึกถึงเรื่องภาษาทีไร อาตมาก็รู้สึกผิดทุกครั้ง ผิดที่ตามความคิดหลวงพ่อไม่ทัน จนท่านทนไม่ไหว ต้องสอนตรง ๆ แบบเจ็บจิ๊ด


     เมื่อไปอเมริกาใหม่ ๆ เนื่องจากวัดก็เพิ่งเริ่มต้น สิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมากคือ เรื่องค่าใช้จ่าย อาตมาก็คิดเพียงอย่างเดียวคือ ต้องการประหยัด ดังนั้นแม้ทุกครั้งที่หลวงพ่อโทรมา ท้ายสุดท่านก็จะย้ำ

     “ ยังไงก็อย่าลืมไปเรียนหนังสือหนังหาด้วยนะ ไปอยู่บ้านเขาเมืองเขาแล้ว ภาษามันต้องได้ อย่างน้อยต้องสื่อสารเขาได้ นำนั่งสมาธิให้ได้ ”


     อาตมาเองเป็นคนขี้กลัว แรก ๆ ที่ไม่กล้าไปเรียนเพราะกลัวว่า จะตามเขาไม่ทัน กลัวโน่นนี่สารพัด แม้เคารพรักหลวงพ่ออย่างไร ก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ เรื่องไปเรียน แต่พอถูกหลวงพ่อถามบ่อยเข้า ในที่สุดก็ไปเรียน แล้วก็รายงานหลวงพ่อด้วยความภูมิใจ

     “ หลวงพ่อครับ ผมไปเรียนแล้วนะครับ โรงเรียนไม่ไกลวัดมาก สะดวกคนรับคนส่ง ไปเรียนกันหลายคนเลยครับ ”

     “ ไปเรียนที่ไหนกันหล่ะลูก ”

     “ เป็นโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ครับ มีนักเรียนต่างชาติเยอะเลยครับ มาจากหลายประเทศ ”

     “ เป็นพวกอายุมากหรือวัยรุ่นหล่ะ ”

     “ เป็นพวกวัยกลางคนขึ้นไปครับ มีผู้สูงอายุด้วยครับ เขามาอยู่อเมริกานานแล้ว แต่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยก็เลยมาเรียน เรียนที่นี่สบาย ๆ ครับ ไม่เข้มงวดอะไรมาก ที่นี่เขาดีนะครับ เขาต้องการพัฒนาคน ไม่เสียค่าเล่าเรียนเลยครับ เรียนฟรี ”


     หลวงพ่อก็เงียบไปแล้วชวนคุยเรื่องอื่น อาตมาก็ไม่ได้เอะใจอะไร และก็ชอบเล่าในลักษณะนี้ว่า ระบบเขาดีนะ ได้เรียนฟรี ได้ความรู้ เขาใส่ใจกับคนต่างชาติที่มาอยู่

     จนกระทั่งวันหนึ่ง หลวงพ่อคงจะทนไม่ไหวแล้วว่าคงปล่อยให้ลูกโง่ต่อไปไม่ได้แล้ว ท่านเลยให้ยาแรง เจ็บจิ๊ดเลย

     “ เอ็งเป็นหัวหน้าเขา โง่คนเดียวยังไม่พอ ดันลากลูกน้องไปโง่ด้วย หลวงพ่อรำคาญว่ะ เออ ยอมรับว่าเขาวางระบบไว้ดี เขามีโรงเรียนผู้ใหญ่เอาไว้ให้พวกที่อายุมากหรือพวกไม่มีเงินเรียนมันไปเรียนกัน แต่พวกเรามันไม่ใช่ หลวงพ่อต้องการให้ไปเรียนเพื่อเอาภาษามาเผยแผ่ มันต้องเป็นภาษามาตรฐาน เรียนเพื่อต่อไปข้างหน้า ต้องไปยืนเลคเชอร์ ไปพูดต่อหน้าคน ในที่สาธารณะ ไม่ใช่ได้แค่ไปขอข้าวเขากิน ไปหาที่เรียนใหม่ หาทางเข้ามหาวิทยาลัยโน่น เสียเงิน ก็เสียไป เลิกเป็นควายซะที ”


     เพราะความเคารพรักหลวงพ่อ และได้ยาขนานพิเศษ จึงต้องขวนขวายไปเรียนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยกัน จนทุกวันนี้หลายท่านเรียนจบปริญญาเอกแล้วก็มี บางท่านก็กำลังศึกษาอยู่ก็มี แต่สิ่งหนึ่งที่อาตมารับรองได้เลยคือว่า ระบบการศึกษาที่นี่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะเขาวางระบบไว้ดีจริง ๆ หากตั้งใจเรียน มาเรียนอย่างต่อเนื่อง ส่งการบ้านทุกครั้ง ร่วมกิจกรรมกับชั้นเรียน รับรองผ่าน

 
     พูดถึงเรื่องภาษา ทำให้นึกถึงว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เราได้ต้อนรับผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษาซึ่งสามารถพูดได้ถึง ๖๗ ภาษา และคาดว่าท่านนี้จะเป็นกำลังสำคัญให้กับเราในการเผยแผ่ ทางวัดก็ได้จัดให้มีผู้เข้าไปดูแลอำนวยความสะดวก แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครอยู่เกิน ๑ สัปดาห์ ก็มาบอกหลวงพ่อว่าติดงาน ในที่สุดหวยเลยมาออกที่อาตมา หลวงพ่อให้ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น



     สัปดาห์แรกผ่านไป หลวงพ่อก็นึกว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ ๒ อาตมาก็มากราบหลวงพ่อว่า 

     “ หลวงพ่อครับ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมแต่ละคนจึงถอนตัว นี่ผมทนมาเกือบ ๑๐ วัน และคงไม่ทนต่อแล้วครับ พวกเล่นเรียกหาแทบตลอดเวลา เดี๋ยวไอ้นั่นเสีย ไอ้นี่เสีย เดี๋ยวก็บอกหน้าต่างเสียงดัง ประตูเสียงดัง ลมพัดเสียงดัง วัน ๆ แทบไม่ต้องทำอะไรครับ ”

     หลวงพ่อท่านหัวเราะแล้วก็บอกว่า

     “ อืม มันพูดได้หลายภาษา แต่เหลือภาษาเดียว พวกเอ็งก็เหมือนกันนะ เรียนภาษาอะไร ก็เรียนไป แต่อย่าลืม ภาษาคน ก็แล้วกัน ”



ขอขอบคุณภาพจาก google.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๒๐ ก.ย. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 57 (แม้ทำดีก็ต้องมีหลัก)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๕๗) แม้ทำดีก็ต้องมีหลัก



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๕๗)

แม้ทำดีก็ต้องมีหลัก


     หากเราจำกันได้ ในสมัยหนึ่งหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านจะเทศน์ในหัวข้อ "คนดีที่โลกต้องการ" อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเทศน์ที่สภาธรรมกายสากล หรือในการไปแสดงธรรมให้กับสถาบันศึกษาหรือองค์กรใดต่าง ๆ 

     ประเด็นที่สำคัญของการทำความดีนั้น หลวงพ่อได้ใช้คำง่าย ๆ ว่า ต้องให้ถูกดี ถึงดี พอดี แล้วจะได้ดี แต่จริง ๆ แล้ว นอกจากจะถูกดีหรือถูกวัตถุประสงค์ของงานแล้ว จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกคือ ถูกเวลา ถูกสถานที่ และต้องดูบุคคลด้วย มิฉะนั้นก็จะมานั่งบ่น น้อยอกน้อยใจว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี


     ยิ่งการไปทำงานที่ต่างประเทศที่เขาไม่เข้าใจวัฒนธรรมของชาวพุทธ ยิ่งต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้น เพราะบางสิ่งบางอย่างหากทำที่บ้านเราก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอไปถึงที่โน่น กลายเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือต้องมีการขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้อง



     ยกตัวอย่างเช่น การปล่อยสัตว์ปล่อยปลา ที่รัฐเวอร์จิเนีย จะอนุญาตให้ปล่อยปลาได้ แต่จะกำหนดชนิดและขนาดของปลา ในขณะที่รัฐนิวเจอร์ซี จะไม่อนุญาตเลย เป็นต้น


     เพราะความละเอียดอ่อนในการทำงานอย่างนี้ หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านจึงมักจะย้ำกับหมู่คณะเสมอว่า

     “ การที่เราไปทำงานที่โน่น ขอให้ระมัดระวัง ช่วยกันคิด พิจารณาให้ดี อะไรที่มันผิดกฎหมาย ผิดระเบียบของบ้านเมืองเขา อย่าทำเด็ดขาด จะทำให้เป็นที่รังเกียจของชาวเมืองได้ จากสิ่งเหล่านี้ มันบังคับให้พวกท่าน ต้องศึกษากฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ให้รู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อย่าคิดเพียงแค่ว่า เราจะทำความดี ไม่น่ามีปัญหา อย่าลืมว่า ความคิดของเรากับความคิดของเขามันต่างกัน วัฒนธรรมก็ต่างกัน นี้เป็นสิ่งที่พวกท่านต้องไปเรียนรู้ ”



     จากโอวาทของหลวงพ่อทำให้หมู่คณะต้องไปจัดการเรื่องของสัปปายะ ๔ คือ เรื่องของ สถานที่ อาหาร บุคคล และธรรมะหรือวิธีการจัดการให้ดี

     “ อย่าดูเบาในเรื่องของสัปปายะ ๔ อย่าลืมไปทำมาตรฐานของเราให้ดี หากเหนือกว่าเขาได้หล่ะวิเศษเลย หรืออย่างน้อยต้องให้ได้เท่ากับเขา เขาจึงจะยอมรับเราได้ พวกอาหาร การกินก็ต้องระมัดระวัง ไม่ใช่ส่งกลิ่นจนชาวบ้านทนไม่ไหว คนของเราก็ต้องฝึกให้ดี ให้รู้จักเกรงอกเกรงใจชาวบ้านย่านนั้น ไม่ใช่ส่งเสียงดัง หรือเลิกบูชาข้าวพระก็อึกทึกครึกโครม ส่วนเรื่องธรรมะ พระอาจารย์ก็ต้องขยันเทศน์ขยันสอน สามารถให้คำแนะนำกับญาติโยมได้ ให้สมกับที่เขาเอาข้าวปลาอาหารมาให้ฉัน ”



     จากการที่หลวงพ่อท่านเข้าใจวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ ท่านจึงสามารถให้คำแนะนำได้ถูกจุด ตรงประเด็นอยู่เสมอ 

     “ ให้ระมัดระวังให้ดีนะ อย่าให้ญาติโยมของเรา ไปจอดรถเกะกะชาวบ้าน เวลาจะไปหาซื้อโบสถ์ สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกอย่างก็คือ เรื่องที่จอดรถนี่แหละ ”



     อีกเรื่องที่หลวงพ่อท่านตอกย้ำอยู่บ่อย ๆ คือ ให้ติดตามข่าวสารของบ้านนั้นเมืองนั้นให้ดี เวลามีข่าวคราวอะไรก็จะเล่าถวายให้ท่านฟัง และท่านก็จะให้ข้อคิดกลับมาเสมอ

     “ หลวงพ่อครับ คนที่เมกานี่เขาขี้ฟ้องจังเลยนะครับ เอะอะอะไรก็ฟ้อง วันก่อนมีข่าว คนไปซื้อของร้อน แล้วเจ้าตัวทำหกรดตัวเองด้วย มันก็ไปฟ้องว่า ภาชนะที่ใส่ของไม่มีระบุ ว่าเป็นของร้อน ทำให้มันไม่ได้ระมัดระวัง แล้วศาลก็สั่งให้ร้านนั้นจ่ายค่าเสียหายซะด้วย ”

     “ เรื่องนี้ไม่ใช่ตลกนะลูก เราเองก็ต้องระมัดระวัง เวลาที่ชาวท้องถิ่นเขามาวัด อย่าดูเบา เท่าที่หลวงพ่อทราบ อาหารก็ต้องให้อุ่นอยู่เสมอ ความร้อนต้องได้มาตรฐาน ยังไงไปศึกษาดูให้ดี ”



     เพราะการที่ได้หลวงพ่อคอยแนะนำในการทำงาน จึงทำให้หมู่คณะทำงานด้วยความระมัดระวัง และพยายามสร้างมาตรฐานให้ดีที่สุด เพื่อสักวันหนึ่งข้างหน้า หากเขายอมรับเราแล้ว การจะนำเอาวิชชาสมาธิไปให้กับเขา ไม่น่าจะยากเกินวิสัย



ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๑๙ ก.ย. ๕๙