วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 70 (การสร้างต้นแบบ)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๐) การสร้างต้นแบบ



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๗๐)

การสร้างต้นแบบ


     องค์กรที่จะประสบความสำเร็จได้ จะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญคือ การสร้างต้นแบบ ซึ่งต้นแบบตัวนี้ อาจจะเป็นบุคคลหรือวัตถุก็ได้ 

     บางองค์กรอาจมีผู้นำองค์กรที่เป็นต้นแบบ ทำให้คนในองค์กรนั้น ๆ เกิดการเรียนรู้ พัฒนา เพื่อให้เป็นเช่นต้นแบบขององค์กร 

     บางองค์กรอาจมีวัตถุต้นแบบ เพื่อการพัฒนาให้มีลักษณะหรือคุณภาพที่ดีขึ้น


     ด้วยความตระหนักในจุดนี้ หลวงพ่อทั้งสองจึงเพียรสร้างต้นแบบทั้งสองประการ กล่าวคือ ในเรื่องบุคคลต้นแบบนั้น ท่านก็ให้ดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่วัดปากน้ำ และคุณยายอาจารย์เป็นหลัก


     ในขณะเดียวกันต้นแบบที่เป็นวัตถุ ท่านก็ให้ไปเปิดดูว่าวัดในสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร หลวงพ่อทัตตชีโวได้เคยสอนลูก ๆ ไว้ว่า

     “ ก่อนจะมาสร้างวัดของเรา หลวงพ่อได้ตระเวนดูวัดทั่วประเทศว่าเขาทำกันอย่างไร ก็มีทั้งที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ จนในที่สุดก็มาพบในพระไตรปิฎกนี่แหละว่าวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาคือ วัดเวฬุวันนั้น พระเจ้าพิมพิสารสร้างไว้ให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ประทับ รวมทั้งเอาไว้ฝึกบุคลากรทางพระพุทธศาสนา แต่แม้กระนั้นหลวงพ่อก็ยังไม่ชัดเจนว่า แล้ววัดต้นแบบควรจะเป็นอย่างไร ทั้งที่ยายก็ย้ำว่าวัดต้องสะอาด และเป็นระเบียบ ”

     “ แล้วหลวงพ่อมาได้รูปแบบชัดเจนตอนไหนครับ ”


     “ ความจริงหลวงพ่อก็ทำนะ แต่ไม่ได้เฉลียวใจ จนกระทั่งได้มาอ่านเจอพระสารีบุตรกวาดวัด อ้าว นี่ตรงกับที่ยายบอกไว้เลย เช้ามาพระสารีบุตรท่านไม่ได้ไปบิณฑบาตเหมือนกับภิกษุรูปอื่นนะ พอพระรูปอื่นไปบิณฑบาต ท่านจะเดินตรวจวัดเลย ไปเก็บกวาดที่ที่ไม่ได้กวาด หรือที่ไหนกวาดแล้วไม่ได้เก็บ ท่านก็จะไปเก็บ ไปทิ้งพวกขยะทั้งหลาย แล้วก็ไปสำรวจพวกเตียงตั่ง เครื่องไม้เครื่องมือที่เก็บงำไม่เรียบร้อย ”

     “ ทำไมท่านต้องทำอย่างนั้นครับ ”

     “ ก็เพื่อป้องกันพวกนักบวชต่างศาสนามาเห็น แล้วจะเอาไปติเตียนได้ไงหล่ะ ”



     “ แล้วท่านทำอะไรต่อครับ หลวงพ่อ ”

     “ จากนั้นท่านก็ไปดูที่พักพระที่เจ็บป่วย ไปให้กำลังใจ ไปถามไถ่ว่าขาดเหลืออะไร แล้วก็จัดแจงหาหยูกยาให้พระป่วยจนเสร็จเรียบร้อยนั่นแหละ ท่านจึงจะไปบิณฑบาต

     พออ่านเจอตรงนี้ หลวงพ่อจึงดีใจว่า เออ ที่ยายสั่งไว้วัดต้องสะอาด เป็นระเบียบ อยู่ตรงนี้ ทำให้มีหลักในการตอบแล้วว่ามาจากไหน ทำให้หลวงพ่อให้เหตุผลได้ว่าทำไมต้องเดินตรวจวัด ”


     จากประเด็นนี้ทำให้กลับมามองดูว่า สาเหตุแห่งความเสื่อมของพระพุทธศาสนาในบ้านเมืองของเราอย่างหนึ่งก็คือ เราไม่ได้ดำเนินรอยตามต้นแบบสมัยพุทธกาล จึงเกิดการปล่อยปละละเลย ทำให้เป็นที่ดูแคลนของเพื่อนต่างศาสนิกได้ รวมทั้งเป็นการทำลายศรัทธาของสาธุชนชาวพุทธด้วยกันเอง

     ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องสร้างต้นแบบสังคมชาวพุทธให้เกิดขึ้น โดยอาศัยหลักความดีสากล สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อขยายชุมชนชาวพุทธให้กว้างขวางต่อไป





ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๖ ต.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 69 (ครูผู้ให้โอกาส)

หลวงพ่อสอนอะไร( ตอนที่ ๖๙ ) ครูผู้ให้โอกาส



หลวงพ่อสอนอะไร( ตอนที่ ๖๙ )

ครูผู้ให้โอกาส


     มีผู้สอบถามมาว่า อาตมาเคยดื้อกับหลวงพ่อไหม ก็ต้องขอตอบตามความสัตย์ว่า เคยและเป็นบทเรียนสำคัญที่อาตมานำมาสอนตนเองจนถึงทุกวันนี้ว่า มีอะไรต้องเข้าหาครูบาอาจารย์ อย่าคิดไปเอง อย่าหัดเป็นคนขี้น้อยอกน้อยใจ


     อย่างที่เคยเล่าให้พวกเราฟังว่า อาตมาเป็นลูกชายคนเดียว ทำให้มีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง แม้เมื่อมาอยู่วัด นิสัยเหล่านั้นใช่ว่าจะหายไปได้ง่าย ๆ วันร้ายคืนร้ายมันก็อดจะโผล่ออกมาไม่ได้

     โดยเฉพาะกับหลวงพ่อทัตตชีโว ในความรู้สึกนอกจากท่านจะเป็นครูบาอาจารย์แล้ว ลึก ๆ รู้สึกเหมือนกับว่าท่านคือ "พ่อ" เพราะท่านได้สั่งสอน อบรม ให้ทุกสิ่งมากกว่าพ่อที่ให้กำเนิด ดังนั้น พอโดนท่านดุ แล้วเรารู้สึกไม่ผิด ตอนนั้นในความรู้สึกคือ "งอน" พ่อของตัวเอง เลยไม่โทรหาท่าน หลวงพ่อท่านก็คงต้องการให้บทเรียน พอไม่โทรหาท่าน ท่านก็ไม่โทรหาเลย


     ผ่านไปหลายเดือน นึกทบไปทวนมา อ่านประวัติหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่า บางครั้งก็มี ที่ถูกเข้าใจผิด แต่ท่านก็ไม่แก้ตัว ไม่พูดอะไร จนภายหลังความจริงค่อยปรากฎ ทำให้นึกถึงว่า ตั้งแต่บวชมา มีใครจะจ้ำจี้จ้ำไช คอยสอนเราแบบท่านบ้าง พอนึกได้ รีบโทรกลับมาหาท่าน 

     จำได้ว่า คำแรกที่ท่านทักคือ

“ สุขกายสบายใจดีอยู่ไหมลูกเอ้ย ”

     แค่หลวงพ่อทักแค่นี้ อาตมาน้ำตาร่วงเลย มันรู้สึกผิดว่า ทำไมเราต้องดื้อกับท่าน พูดขอขมาท่านไป ก็สะอื้นไป หลวงพ่อก็ค่อยสอนไปเรื่อย

     “ ดีนะที่เอ็งยังโทรมา ยังนึกถึงหลวงพ่อ หลวงพ่ออยู่ตรงนี้ คอยให้ทุกคนเข้ามาหา ใครมาหลวงพ่อก็สอนไป ใครทนไม่ไหว หลบหน้าไป ก็แล้วแต่ หลวงพ่อคงไม่ไปตาม ทีหลังจะทำอะไร คิดให้เยอะ...”

     ฟังท่านสอนไป ตอนนั้นก็รู้สึกผิดมาก ๆ เพราะท่านอุตส่าห์ไว้วางใจ ให้มาดูแล มาเป็นหูเป็นตา แต่เรากลับไม่ได้เรื่องซะนี่ เลยตั้งใจว่า ต่อไปไม่ว่าจะเจอะเจออะไร จะต้องหนักแน่นมากกว่านี้


     อาตมาจึงได้หลักตรงนี้เอาไว้แนะนำหมู่คณะว่า มีอะไรให้เข้าหาหลวงพ่อ อย่าหลบ อย่าหายหน้าไปไหน ที่สำคัญคือ ได้เห็นว่า ท่านให้โอกาสกับลูก ๆ เสมอ หลายครั้งที่เห็นท่านบ่นให้ฟังเรื่องเจ้าหน้าที่ในองค์กรบางท่าน ก็เรียนถามท่านว่า เห็นท่านพูดถึงคนนี้บ่อย ๆ แต่ทำไมท่านยังอดทนสอนและให้โอกาส 

     “ เอ็งดูพวกฉัพพัคคีย์สมัยพุทธกาล เป็นไง แสบไหม แสบนะ แต่พุทธองค์ทำไมเอาไว้ อ๋อ ทำผิดเรื่องนี้ พอพระองค์ห้าม ไม่เคยทำอีกเลยนะ แต่ไปทำผิดเรื่องใหม่ เลยเป็นต้นบัญญัติซะหลายเรื่อง แต่นั่นคือ ผิด แต่ไม่ใช่ ชั่ว

     คนนี้ก็ประเภทเดียวกัน ห้ามเรื่องหนึ่ง มันก็ไม่ทำ แต่ก็ไปทำอีกเรื่อง ก็เลยต้องทนฝึกมันไป มันผิด ไม่ใช่ชั่ว แต่ถ้าพวกทำผิดทั้งที่รู้ว่าผิด อันนี้หล่ะ ชั่วแล้ว ท่าจะฝึกยากนะ ”


     ก็ขอฝากข้อคิดให้พวกเราไว้ หากเราเป็นผู้ใหญ่ ก็จะต้องให้โอกาสผู้น้อย ให้เขาได้มีโอกาสแก้ไขตัวเองในการกระทำที่ผิดพลาด แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาดูว่าเป็นเรื่องของ ผิด ไม่ใช่ ชั่ว




ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๕ ต.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 68 (มีครูอยู่ในใจ)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๖๘) มีครูอยู่ในใจ



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๖๘)

มีครูอยู่ในใจ

     จากการที่มีสาธุชนหลายท่านได้บอกว่า ได้อ่านบทความหลวงพ่อสอนอะไรแล้วยิ่ง รัก เคารพหลวงพ่อมากยิ่งขึ้น ก็ขอบอกว่าอย่าว่าแต่โยมเลย แม้อาตมาเองบวชมาได้ ๓๐ พรรษาแล้ว แต่ความรู้สึกรักและเคารพหลวงพ่อ ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ นับวันยิ่งจะทับทวีมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะเห็นปฏิปทาของท่าน เห็นสิ่งที่ท่านทำ


     เมื่อวานพระอาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการบวชของอาตมาคือ พระอาจารย์ฐานวุฑโฒ ท่านได้มาให้โอวาทกับนักสร้างบารมีเพื่อจะได้นำไปเป็นแนวทางในการประคับประคองตนเอง โดยท่านได้จากบทฝึกตัวของท่านเอง ในหัวข้อเรื่อง " กำลังใจนักสร้างบารมี " โดยสรุป คือ การที่เราจะมีกำลังใจในการสร้างบารมีนั้น จะต้องมีหลักอยู่ ๔ ประการ

     ๑. ต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

     ๒. ต้องรับผิดชอบต่อหมู่คณะ

     ๓. ต้องกตัญญูต่อครูบาอาจารย์

     ๔. ต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเอง



     ท้ายสุดพระอาจารย์ได้สรุปว่า พวกเรามีบุญมากที่ได้มาเจอต้นแบบที่ดีเยี่ยมคือ หลวงพ่อทั้งสอง

     สิ่งที่อาตมาประทับใจมาก มีประเด็นที่เกี่ยวกับหลวงพ่อ คือ 

     ๑. พระอาจารย์ได้เล่าว่า หลวงพ่อธัมมชโยเคยถามหลวงพ่อ
ทัตตชีโวว่า สุขภาพเป็นไงบ้าง หลวงพ่อทัตตชีโวรีบตอบทันทีว่า

     “ สุขภาพดีทั้งกายทั้งใจ แข็งแรงทั้งกลางวันและกลางคืน ”

     ที่ประทับใจคำตอบนี้ เพราะนี่คือการที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการที่รองรับงานของครูบาอาจารย์ เพราะท่านรู้ว่า หาก
หลวงพ่อธัมมชโยตั้งคำถามมาอย่างนี้ แสดงว่าต้องมีงานบุญอะไรให้ทำแน่นอน


     ๒. หลังจากที่พระอาจารย์ท่านเทศน์เสร็จ หลวงพ่อทัตตชีโวได้เมตตามาขยายความจากการที่พระอาจารย์ให้โอวาท ซึ่งมีประเด็นหนึ่งที่อาตมาฟังแล้วเกิดความปลื้มมาก ปลื้มใจในคุณธรรมของท่าน กล่าวคือ ในประเด็นเรื่องความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ท่านพูดถึงว่า เวลาที่ท่านจะไปไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศหรือในประเทศ จะระมัดระวังตัวตลอด ไม่ให้ใครมาว่าครูบาอาจารย์ของท่านได้ นอกจากนี้ท่านยังกล่าวว่า

     “ เมื่อก่อนนั้น ห้องน้ำส่วนตัวของหลวงพ่อ สะอาด แต่ก็ไม่ได้ทำให้แห้ง แต่เมื่อได้เห็นข้อความที่หลวงพ่อธัมมะ ท่านให้ลูก ๆ ไว้ว่า


     เลยต้องทำให้แห้ง นึกถึงธรรมชาติของมนุษย์ ต้องทำให้สะอาด ต้องรับผิดชอบ ในโลกนี้ไม่มีใครไม่ชอบความสะอาด ตัวเองชอบสะอาด แต่ความสกปรกจากตัวเอง กลับรังเกียจที่จะขจัดความสกปรกนั้น

     เพราะฉะนั้น จึงต้องรักษามาตรฐาน จะไม่ทิ้งร่องรอยความสกปรกให้ใคร ดังนั้นเมื่อเห็นโอวาทของหลวงพ่อธัมมะอย่างนั้น 
หลวงพ่อในฐานะศิษย์คนโต จึงต้องทำก่อน เพื่อให้คำพูดของอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์...


     ในเมื่อเรามีบุญที่ได้พบครูดีคือ หลวงพ่อทั้งสองแล้ว ณ เวลานี้ ก็ขอให้เราได้ย้อนถามตัวเราเองว่า เราเคยคิดแบบหลวงพ่อทัตตชีโวหรือยังว่า เราจะน้อมนำคำสอนของครูผู้เลิศของเรา มาประพฤติปฏิบัติเพื่อให้คำพูด คำสอน ของท่าน เป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ






ขอขอบคุณภาพจากgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๔ ต.ค. ๕๙

หลวงพ่อสอนอะไร ตอน 67 (อย่ามีข้อแม้ เงื่อนไข)

หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๖๗) อย่ามีข้อแม้ เงื่อนไข



หลวงพ่อสอนอะไร(ตอนที่ ๖๗)

อย่ามีข้อแม้ เงื่อนไข


     เมื่อวานเห็นภาพงานวิสาขบูชานานาชาติที่วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย ทำให้อาตมานึกถึงความผิดพลาดในอดีตของตนเอง จึงขอนำมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับพวกเรา

     หลาย ๆ ท่านคงจะคุ้นเคยกับคำพูดที่เน้นให้เห็นถึงการทำงานของชาววัดว่า

“ ไม่ได้ไม่มี ไม่มีไม่ได้ ไม่ได้ต้องได้ เมื่อได้ต้องให้ดีที่สุด ”

     อาตมาเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบพูดคำนี้ แต่แม้กระนั้นเมื่อถึงภาวะบางอย่างก็ยังลืมความสำคัญของคำนี้ไปได้

     จากภาพเราจะเห็นว่าองค์พระตั้งอยู่บนชั้นลอยหน้าทางเข้าห้องอาหาร สาเหตุเนื่องจากแท่นองค์พระที่สนามหญ้ากำลังซ่อมแซมอยู่


     ก่อนที่เราจะมีองค์พระประธานองค์ใหญ่ เวลาจัดงานวิสาขนานาชาติ ก็จะอาราธนาองค์พระที่โบสถ์ใหญ่ และองค์พระที่ศูนย์เด็กทั้งสององค์ มาประดิษฐานที่สนามสองสนาม ที่ได้ปักโคมไว้เต็มพื้นที่ ส่วนโคมใหญ่ของประธานพิธีก็จะอยู่ที่สนามบน


     เราได้จัดในลักษณะนี้มาทุกปี จนกระทั่งปีหนึ่ง อาตมาจำไม่ได้ว่าปีไหน เราได้จัดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่พวกเราชาววัดจะมีความปีติถึง ๒ ประการ คือ 

     ๑. เราจะได้ถวายมหาสังฆทานกับพระทุกนิกายในแคลิฟอร์เนีย 

     ๒. หลวงพ่อทัตตชีโว ได้เดินทางมาร่วมพิธีในงานครั้งนี้ด้วย


     เป็นปกติของหลวงพ่อของเรา ที่ท่านจะเดินตรวจงานเพื่อดูความเรียบร้อย ท่านเดินดูการปักโคม ดูจุดของประธานที่สนามหญ้าแล้วก็เดินขึ้นไปที่หน้าห้องอาหาร ซึ่งขณะนั้นเป็นพื้นที่ว่าง ท่านหยุดยืนอยู่ตรงนั้น แล้วมองลงมาด้านล่าง มองไปรอบ ๆ แล้วเรียกให้อาตมาเข้าไปหาใกล้ ๆ 

     “ เอ็งมายืนตรงที่หลวงพ่อยืนซิ เอ็งว่าตรงนี้มันเห็นพื้นที่โดยรอบเลยไหม ”

“ ครับหลวงพ่อ มันเป็นมุมสูง จึงเห็นได้หมดเลยครับ ”

     “ ใช่ เพราะฉะนั้น หากพระประธานอยู่ตรงนี้ คณะสงฆ์อยู่บนนี้ก็จะเด่น สาธุชนทั้งสนามบนและสนามล่างก็จะมองเห็นได้ชัด ใช่ไม่ใช่ ”

     อาตมาก็ยังตามหลวงพ่อไม่ทัน ก็ตอบไปตามที่เห็น

     “ ใช่ครับ หลวงพ่อ ”

     “ อืม ถ้างั้นย้ายพระประธานมาอยู่ข้างบน ปรับเอาตัวแทนพระนิกายต่าง ๆ ให้มาอยู่ที่ชั้นลอยนี่ แล้วย้ายแท่นประธานจุดโคมนั่น มาอยู่หน้าออฟฟิต ดีไหม ”



     อาตมามองดูนาฬิกา ขณะนั้นเวลาใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว จึงตอบท่านว่า 

     “ ดีครับ หลวงพ่อ แต่ขอเป็นปีหน้าได้ไหมครับ ”

     “ ฮือ หลวงพ่อว่า ปีนี้แหละ ”

     “ หลวงพ่อครับ มันดึกแล้วครับ เจ้าหน้าที่พักแล้ว ขอเป็นปีหน้านะครับ ”

     “ ไม่เป็นไร หากเขาพักแล้ว เอ็งกับหลวงพ่อ ช่วยกันย้ายก็แล้วกัน เดี๋ยวก็เสร็จ ”



     หลวงพ่อเริ่มออกเดินจะไปหยิบของ อาตมาต้องรีบตามท่านไป แล้วเรียนท่านว่า ขอให้ท่านไปพัก เดี๋ยวจะตามเจ้าหน้าที่มาทำ ท่านก็หยุดยืนรออยู่ จนกระทั่งอาตมาปลุกเจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งอาสาสมัครที่มาพักค้าง ให้ลุกมาช่วยกัน 

     ตรงจุดนี้ ขอชื่นชมว่าด้วยความรัก ความเคารพในหลวงพ่อทำให้ทุกคน ไม่มีใครอิดออด ยิ่งเห็นหลวงพ่อยืนดูอยู่ด้วย กลับทำงานด้วยความเบิกบาน ทำกันไปนานพอสมควร อาตมาจึงไปกราบเรียนขอให้หลวงพ่อไปพักก่อน เพราะท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว



     จนใกล้สว่างการเตรียมงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ประมาณหกโมงครึ่ง หลวงพ่อลงมาตรวจงาน ท่านยิ้มด้วยความพอใจ ที่สำคัญงานคืนนั้น ได้ภาพที่สวยงามอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมที่เราไม่เคยมองกันมาก่อน และกลายมาเป็นต้นแบบของการจัดงานในปัจจุบันที่องค์พระถูกอาราธนามาในตำแหน่งที่เห็น


     สิ่งที่ก้องอยู่ในหู ในใจของอาตมาเมื่อเห็นภาพดังกล่าว ก็คือคำพูดของหลวงพ่อเมื่อท่านมาตรวจงานตอนเช้าวันงานนั่นเอง

     “ จำไว้นะ การปฏิเสธไม่คิดจะทำ มันง่าย เพราะไม่ต้องออกแรงอะไร แต่หากฝึกไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข เมื่อได้รับมอบหมายงาน ครับไว้ก่อน แม้ตอนนั้นยังคิดอะไรไม่ออก แต่นั่นจะทำให้ต้องไปเค้นความรู้ ความสามารถ หาคน หาวิธีการเพื่อทำให้งานสำเร็จให้ได้ สิ่งที่ได้นอกจากงานสำเร็จแล้ว ก็คือปัญญาก็จะเกิด ”

    บทเรียนในครั้งนั้น ทำให้อาตมาได้มีโอกาสในการพัฒนาตนเอง และไม่เคยให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกเลย




ขอขอบคุณภาพจากฝ่ายภาพวัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย
และgoogle.com
อาสภกันโต ภิกขุ
๑ ต.ค. ๕๙